มุมสุขภาพตา : #Eyes Health

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์จอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก

สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลตาอักเสบ

สงกรานต์ปลอดภัย ห่างไกลตาอักเสบ ดวงตา เป็นอวัยวะเสี่ยงต่อการติดชื้อโรคต่างๆได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากน้ำที่ไม่สะอาด      น้ำสงกรานต์ที่เล่นกันอาจมีการปนเปื้อนของเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส หรือแม้กระทั่งเชื้อรา ที่สามารถติดมากับน้ำได้ การสังเกตุก่อนเล่นน้ำ ควรสังเกตุว่าน้ำที่นำมาเล่นมีการปนเปื้อนของฝุ่น หิน ดิน ทราย หรือคราบสกปรกหรือไม่   โรคตาที่อาจเกิดขึ้นได้จากน้ำไม่สะอาด และมีสารปนเปื้อน     เยื่อบุตาอักเสบ      อาการ ตาแดง คันตา มีขี้ตา น้ำตามาก เกิดการอักเสบบริเวณตาขาว สาเหตุเกิดจากการแพ้ การติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส จากสารเคมี     การถลอกของกระจกตา      หรือแผลที่กระจกตา กระจกตาหรือตาดำเป็นส่วนผิวของตาที่มีความใส การถลอกจะเกิดขึ้นเมื่อถูกวัตถุไปขูดที่ผิวของตาดำ จากของกระเด็นเข้าตา หรือจากการใช้คอนแทคเลนส์ไม่ถูกวิธี ถ้าเป็นมากจะเกิดการติดเชื้อและทำให้เกิดแผลที่ตาดำได้     ตากุ้งยิง      เกิดจาก การอักเสบของต่อมไขมันบริเวณเปลือกตา ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถระบายไขมันออกมาได้โดยผ่านทางรูระบายเล็กๆใกล้ๆขนตา แต่หากมีการอุดตัน เช่น จากฝุ่น ก็อาจทำให้เกิดการอุดตันเป็นก้อนบริเวณเปลือกตา     ตาแดง      อาการตาขาวบวมแดง มีขี้ตามาก ระคายเคืองตา คันหรือเจ็บตา ปวดตา สู้แสงไม่ได้ น้ำตาไหลมาก ถ้าน้ำสกปรกกระเด็นเข้าตา หรือมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา แนะนำให้ล้างตาด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำยาล้างตาเบื้องต้น สังเกตุอาการหลังจากนั้นว่า มีอาการดีขึ้นหรือไม่ หากไม่ดีขึ้นใน 1-2 วันควรรีบพบแพทย์   ข้อควรระวังเมื่อเล่นสงกรานต์ ก่อนเล่นน้ำควรสังเกตุว่าน้ำที่นำมาเล่น สะอาดเพียงพอหรือไม่ ระมัดระวังไม่ให้น้ำเข้าตาโดยตรง กรณีมีสิ่งแปลกปลอมเข้าตา ไม่ควรขยี้ตาเพราะอาจทำให้กระจกตาถลอกได้ ควรรีบล้างตาด้วยน้ำสะอาด กรณีสังเกตุว่ามีสารปนเปื้อนมากับน้ำทำให้แสบตา เคืองตา คันตา ควรล้างน้ำสะอาดด้วยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านเข้าตา หากอาการไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูอาการอย่างทันท่วงที สำหรับผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ ไม่แนะนำให้ใส่คอนแทคเลนส์เล่นน้ำหรือหากจำเป็นควรใส่แบบรายวัน ป้องกันการติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์ หลังการเล่นน้ำสงกรานต์ทุกครั้ง ให้สังเกตุว่ามีสิ่งแปลกปลอมเข้าตาหรือไม่ หากรู้สึกมีอาการเคืองตาให้รีบล้างออกด้วยน้ำสะอาด หากอาการเคืองตาไม่ดีขึ้น ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจดูต่อไป
ศูนย์เลสิก LASER VISION

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้

โรคเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ เยื่อบุตาอักเสบอาจจะเกิดจากภูมิแพ้หรือเกิดจากการติดเชื้อโรคก็ได้      อาการทางภูมิแพ้มักจะเกิดที่ตาเนื่องจากตาเป็นอวัยวะที่มีเลือดไปเลี้ยงมาก เส้นเลือดเหล่านี้ตอบสนองต่อสารภูมิแพ้ได้ง่าย และที่สำคัญตาสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมภายนอกเมื่อคุณได้รับสารก่อภูมิแพ้เช่น เกสรดอกไม้ ฝุ่น รังแคสัตว์ ยา ควันบุหรี่ สารภูมิแพ้เหล่านั้นจะละลายในน้ำตา และกลับสู่เยื่อบุตาซึ่งจะสร้างสารต่อต้านสารภูมิแพ้ที่เรียกว่า Antibody IgE เมื่อภูมิจับกับ antibody จะเกิดการหลั่งสารหลายอย่างทำให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ขึ้น ตาของคุณก็จะมีอาการเคือง แดงและมีน้ำตาไหล หนังตามักจะปกติ การมองเห็นจะปกติ และไม่แนะนำให้ใส่ contact lens เนื่องจากอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย   ชนิดของเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ conjunctivitis เป็นเยื่อบุตาอักเสบจากภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยที่สุด มักจะมีอาการน้ำมูกไหลร่วมด้วย อาการที่สำคัญคือ มีน้ำตาไหล เคืองตา มักจะเป็นกับตาสองข้าง อาการมักจะเป็นตามฤดูกาล   Perrennial allergic conjunctivitis  เป็นการเกิดภูมิแพ้ที่เกิดจากสารภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นตลอดปี พบได้น้อยกว่าชนิดแรก อาการมักจะน้อกว่าชนิดแรก   Atopic Keratoconjuntivitis มักจะพบร่วมกับผื่น atopic ของผิวหนังที่หนังตา และหน้า อาการที่พบร่วมคือ ตาแดง เคืองตา คัน น้ำตาไหล   ลักษณะสำคัญที่บ่งบอกเยื่อบุตาอักเสบเกิดจากภูมิแพ้ อาการคันในตาเป็นอาการที่สำคัญ หากติดเชื้อจะเป็นอาการปวดแสบร้อน น้ำตาจะเป็นน้ำใส หากติดเชื้อจะเป็นเมือกหรือหนอง มักจะมีการอักเสบของเปลือกตา ผู้ป่วยมีประวัติภูมิแพ้ในครอบครัว   การป้องกัน        ควรจะหลีกเลี่ยงจากสารก่อภูมิแพ้ เช่นไม่ไปเดินในที่มีเกสรดอกไม้ ไม่ไปในที่มีควันบุหรี่ กอฟาง   การดูแลตัวเอง      เมื่อเกิดอาการเคืองตาและสงสัยว่าเกิดจากภูมิแพ้ควรจะหลีกเลี่ยงจากสิ่งก่อภูมิแพ้ทันที อาจจะซื้อน้ำตาเทียมซึ่งจะทำให้ลดอาการบวมและชะล้างสารก่อภูมิแพ้ ใช้ผ้าเย็นปิดตาเพื่อลดอาการบวม อาจจะซื้อยาแก้แพ้รับประทาน หากดูแลตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้นควรไปพบแพทย์ซึ่งจะให้ยาหยอดตาแก้แพ้   หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่แพ้ บางครั้งอาจจะต้องใช้น้ำสะอาดล้างตา ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม   การใช้ยาเพื่อรักษา ใช้ยาแก้แพ้ antihistamine ซึ่งใช้ได้ทั้งชนิดยาหยอดตาและยารับประทาน ยาหยอดตาเพื่อให้หลอดเลือดหดตัวเพื่อลดอาการบวมของเยื่อบุตา ยาหยอดตา steroid
ศูนย์เลสิก LASER VISION

แว่นกันแดด

แว่นกันแดด คุณภาพของแว่นกันแดดแต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ยิ่งราคาถูกเท่าไหร่ ยิ่งทำร้ายสุขภาพตามากขึ้นเท่านั้น      เพราะวัสดุอุปกรณ์ที่นำมาใช้ประกอบเป็นแว่นกันแดดนั้น ไม่ได้มาตรฐาน คุณภาพต่ำ เลนส์แว่นกันแดดบางอันทำจากพลาสติก ติดแผ่นฟิล์มที่ไม่ได้คุณภาพ บ้างทำจากกระจกธรรมดา ซึ่งเมื่อเวลาใช้มองภาพอาจทำให้ภาพที่เห็นผิดเพี้ยนไปจากความจริง      ผู้ที่มีความจำเป็นต้องเผชิญหน้ากับแสงแดดจ้า เช่น ขับรถในเวลากลางวัน เล่นกีฬาหรือทำงานกลางเปลวแดด ควรเลือกแว่นกันแดดชนิด โพลารอยด์ ซึ่งมีส่วนประกอบของ โพลาไรซ์เพลต ซึ่งมีคุณสมบัติป้องกันแสงที่สะท้อนผ่านเลนส์ ไม่ทำให้สายตาพร่ามัว และช่วยตัดแสงที่ทำมุม 45 องศาที่เข้ามากระทบกับดวงตาได้ดี
นอกจากนี้ยังช่วยตัดแสงทำให้ไม่เห็นภาพลวงตา ที่เกิดการหักเหของแสงบนพื้นถนนและยังช่วยลดความเข้มของแสง ป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อตาและประสาทตาเกิดอาการอ่อนล้า รวมทั้งช่วยไม่ให้เกิดอาการง่วงนอน ขณะที่สายตาจ้องมองฝ่าเปลวแดดติดต่อกันเป็นเวลานาน      ปัจจุบันแว่นกันแดดยังมีแบบสีชาซึ่งเหมาะสมกับสภาพแดดจ้า โดยเฉพาะแดดชายทะเล แดดบนภูเขา แว่นกันแดดที่มีกระจกเลนส์สีนี้จะช่วยให้มองเห็นโครงร่างต่างๆ ของวัตถุได้อย่างชัดเจนและในวันที่ท้องฟ้าขมุกขมัวมีหมอกจัด แว่นชนิดนี้ยังทำหน้าที่เสมือนไฟตัดหมอกคล้ายกับไฟของรถยนต์ ทำให้ผู้สวมใส่มองเห็นสิ่งต่างๆ รอบตัวได้อย่างชัดเจนขึ้น      วิธีที่ดีที่สุดในการเลือกแว่นกันแดด ควรดูจากใบแจ้งคุณภาพแว่นว่าทำจากวัสดุชนิดใด มีคุณสมบัติช่วยลดความเข้มของแสงได้หรือไม่ และที่สำคัญช่วยกรองแสงได้กี่เปอร์เซ็นต์   ควรซื้อแว่นกันแดดที่มีสารป้องกันแสงแดดเพียงพอ ดังนี้ กันรังสียูวีบี (ซึ่งทะลุเข้าไปในดวงตา) ได้ 95-100 เปอร์เซ็นต์ กันรังสียูวีเอ (ซึ่งทำลายผิวบริเวณรอบดวงตา) ได้ 60 เปอร์เซ็นต์      ดูฉลากให้ถี่ถ้วนก่อนจะตัดสินใจซื้อ นอกจากนี้เราไม่ควรซื้อแว่นกันแดดที่ขายตามแผงลอยต่างๆ เพราะมักไม่มีฉลากระบุไว้ แว่นกันแดดราคาถูกตามแผงลอยถึงแม้จะมีเลนส์สีเข้ม แต่ถ้าไม่มีสารป้องกันแสงแดดเมื่อนำมาใส่ รูม่านตาจะขยายใหญ่ขึ้นโดยธรรมชาติเพื่อปรับสมดุลย์ของแสงซึ่งช่วยในการมองเห็นของดวงตา ทำให้รังสียูวีเอและรังสียูวีบี ทะลุเข้ามาในดวงตาของเรามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเวลาเลือกซื้อแว่นกันแดดจึงไม่ควรคำนึงถึงเรื่องแบบสวยและราคาถูกเท่านั้น   เราควรเลือกซื้อแว่นกันแดดกันอย่างไร เลนส์ เลนส์นั้นมีหลายชนิด แต่ควรเลือกเลนส์ที่มีส่วนผสมของสารเมลานิน เพราะเมลานินจะช่วยดูดซับแสงที่เป็นอันตรายต่อดวงตา ช่วยให้ใส่แล้วมองเห็นสบายตา นอกจากนี้แว่นกันแดดที่ดีจะต้องดูดซับรังสียูวีได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ใส่แล้วไม่หลอกตาด้วย สีของเลนส์ เลนส์ที่นิยมมากที่สุดคือเลนส์โทนสีเขียว-เทา เนื่องจากช่วยกรองแสงได้ดีและใส่แล้วหลอกตาน้อยที่สุด เลนส์สีนี้เหมาะกับวันที่ต้องเผชิญกับแสงแดดรุนแรง ส่วนเลนส์สีน้ำตาล-เหลือง อาจทำให้เรามองเห็นสีเพี้ยนไปบ้าง แต่ก็เหมาะจะใส่ขณะขับรถตอนเย็นๆ หรือใส่ในวันที่มีเมฆหมอกมาก รูปทรงและกรอบแว่น การเลือกแว่นก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับรูปหน้าของเรา ที่สำคัญจะต้องมีขนาดพอดีกับใบหน้า สวมแล้วไม่คับเกินไปจนทำให้เจ็บขมับ และไม่หลวมเกินไปจนใส่แล้วแว่นตกลงมาอยู่ที่ปลายจมูก   อายุการใช้งานแค่ไหน ควรเปลี่ยนแว่นกันแดดทุกๆ 2 ปี หากคุณมีโหนกแก้มใหญ่ ไม่ควรใส่แว่นใหญ่ปิดโหนกแก้ม ถ้าหากไม่รู้ว่าจะเลือกใส่แว่นทรงไหนจริงๆ ก็ให้เลือกแว่นทรงวงรี เพราะแว่นทรงนี้เหมาะกับรูปหน้าเกือบทุกแบบ ทรงแว่นตาที่เหมาะสมกับเรามากที่สุดคือ ทรงที่มีลักษณะตรงข้ามกับหน้าของเรา แว่นที่มีเลนส์สีน้ำตาลเหมาะกับคนสายตาสั้น ส่วนแว่นที่มีเลนส์สีเขียวเหมาะกับคนสายตายาว
ศูนย์เลสิก LASER VISION

ควรดูแลดวงตาอย่างไร เมื่อต้องนั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ

ควรดูแลดวงตาอย่างไร เมื่อต้องนั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ สำหรับผู้ที่ใช้คอมพิวเตอร์อยู่เป็นประจำ ควรจะดูแลดวงตาเบื้องต้น ดังนี้ เบื้องต้นเลยคือท่านั่ง ควรจัดท่านั่งตัวเองให้ถูกต้องสำหรับการใช้งาน ให้ศรีษะอยู่สูงกว่าจอคอมพิวเตอร์สักเล็กน้อย จะได้ไม่ต้องเงยหน้ามองคอมพิวเตอร์ ปรับการวางจอคอมพิวเตอร์ไม่ให้แสงจากด้านหลัง สว่างจนเกินไป เพราะจะทำให้ต้องใช้การเพ่งมองที่มากขึ้น หากจอคอมพิวเตอร์วางอยู่ใกล้หน้าต่าง ควรจัดหามู่ลี่กันแสง และปรับให้แสงเหมาะสมขณะใช้งาน ขณะที่จ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ทุก 10-15 นาที ควรกระพริบตา เพื่อลดอาการตาแห้ง แสบตา หรือเคืองตา หากมีอาการตาแห้งมากเกินไปสามารถใช้น้ำตาเทียมหยอดเพื่อช่วยให้ดีขึ้นได้ เมื่อใช้งานไปสัก 40-60 นาที ควรพักสายตา โดยการมองทอดสายตามองไปไกลๆ เพื่อช่วยคลายความเมี่อยล้าของดวงตา (มองไปที่สีเขียวของต้นไม้ใบหญ้าก็ได้คะ) หากสังเกตุว่าตัวเราเริ่มมองไม่ชัด ต้องเพ่งมากกว่าปกติ หรือปวดตาบ่อยๆ อาการดังกล่าวอาจเป็นที่มาของปัญหาสายตา ทั้งสายตาสั้น สายตายาว สายตาเอียง ควรเข้ารับการตรวจจากจักษุแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุของการผิดปกติดังกล่าว
ศูนย์เลสิก LASER VISION

อาหารบำรุงสุขภาพตาในวัยเด็ก

อาหารบำรุงสุขภาพตาในวัยเด็ก อาหารบำรุงสุขภาพตาในวัยเด็ก      เด็กในวัยเจริญเติบโตช่วง 3-10 ขวบ ผู้ปกครองควรดูแลให้เด็กได้รับสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อที่สายตาของเด็กจะได้ไม่เสื่อมสภาพ ควรเลือกรับประทานปลาที่มีหลังสีฟ้า เช่น ปลาซันมิ หรือปลาแมกเคอเรล (Mackerel) หรืออาจะเป็นปลาที่รับประทานได้ทั้งก้างเช่น ปลาแอนโชวี (Anchovy) หรือปลาทะเลเนื้อขาว เช่น ปลาพอลล็อกแช่แข็ง (Frozen Pollock) ปลาจวด (Croaker) ในแต่ละมื้ออาหารควรรับประทานปลาประเภทใดประเภทหนึ่งสลับกันไป รับประทานสาหร่ายทะเลมากกว่าสัปดาห์ละ 4 ครั้ง ผักใบเขียววันละ 100 กรัม ส่วนผลไม้ ควรรับประทานอย่างน้อยวันละหนึ่งชนิด ดื่มนมวันละหนึ่งแก้วขึ้นไป หากเป็นไปได้ควรหลีกเลี่ยงอาหารจานด่วนหรือฟาสต์ฟู้ด และขนมขบเคี้ยว ที่มีส่วนประกอบของเกลือและน้ำตาล ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพตา       อาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอ ไข่แดง เนย เนยแข็ง ชีส แครอท ผักโขม     อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม นม ผลิตภัณฑ์จากนมและเนย ปลาที่รับประทานได้ทั้งก้าง สาหร่ายทะเล ปาปริก้า โสม มะเขือเทศ ผักโขม     อาหารที่อุดมด้วยโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบของดวงตา ไข่ ถั่ว ปลาที่มีหลังสีฟ้า เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ     อาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยปรับโครงสร้างการทำงานของดวงตา กะหล่ำปลี ผักกาดหอมห่อ ผลไม้ หัวไช้เท้า     อาหารที่อุดมด้วยสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตา ต้นอ่อนของพืช มันฝรั่ง ผลิตภัณฑ์จำพวกไขมันและน้ำมัน
ศูนย์เลสิก LASER VISION

เรื่องของน้ำตา

เรื่องของน้ำตา น้ำตาธรรมชาติ ผลิตจากต่อมน้ำตาของคนเรา มีหน้าที่สำคัญหลายอย่าง คือ ให้ความชุ่มชื้นแก่กระจกตาและเยื่อบุตา ปรับสภาพของกระจกตาให้มีความเรียบ เพื่อให้แสงผ่านได้สะดวก การมองเห็นชัดเจน ให้สารอาหารและออกซิเจน รวมทั้งขจัดของเสียออกจากกระจกตา มีสารอย่างอ่อนป้องกันการติดเชื้อของกระจกตา      น้ำตาธรรมชาติมีความสำคัญมาก เมื่อตาของคนเราเกิดจุดแห้งขึ้นจากการที่น้ำตาธรรมชาติบนกระจกตาหรือเยื่อบุตาระเหยไป ระบบอัตโนมัติในร่างกายเราจะสั่งการให้เกิดการกระพริบตา การกระพริบตาเป็นการกระจายน้ำตาธรรมชาติให้กระจายไปทั่วกระจกตาและเยื่อบุตา เราจึงรู้สึกสบายตา      เมื่อร่างกายผลิตน้ำตาธรรมชาติที่ใช้ในการหล่อลื่นกระจกตาและเยื่อบุตาไม่เพียงพอ  จะทำให้เกิดอาการตาแห้ง  ตาแดง  ระคายเคืองตา  แสบตา ตาพร่า  ตาสู้แสงไม่ได้  หากท่านมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุ   น้ำตาเทียม      น้ำตาเทียม เป็นสารที่ผลิตขึ้นเพื่อทดแทนน้ำตาธรรมชาติในผู้ที่ผลิตน้ำตาได้น้อยกว่าปกติ หรือมีภาวะตาแห้ง  ใช้หล่อลื่นและให้ความชุ่มชื่นแก่กระจกตา  ช่วยป้องกันและบรรเทาอาการเคืองตา หรืออาการรู้สึกไม่สบายตา เนื่องจากตาโดนลมและแสง   น้ำตาเทียมสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิดด้วยกัน คือ น้ำตาเทียมชนิดที่มีสารกันเสีย สารกันเสีย ช่วยให้น้ำตาเทียมคงสภาพอยู่ได้นาน และป้องกันการเติบโตของเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนเข้าไปขณะหยอด หลังจากเปิดขวดใช้งานแล้ว สามารถเก็บได้นาน 1 เดือน และสามารถใช้ได้ไม่เกินวันละ 5 ครั้ง น้ำตาเทียมชนิดไม่มีสารกันเสีย มีลักษณะเป็นหลอดขนาดเล็กๆใช้หยอดในแต่ละวันแล้วทิ้งไปเลย มักให้ความรู้สึกสบายตากว่า เนื่องจากไม่มีสารกันเชื้อแบคทีเรียผสมอยู่จึงต้องใช้ภายใน 24 ชั่วโมง สามารถใช้ได้บ่อยทุก 2 ชั่วโมง ข้อดีคือผู้ป่วยจะไม่มีอาการแพ้เลย แต่มักมีราคาสูงกว่าน้ำตาเทียมชนิดแรก   โดยทั่วๆไปน้ำตาเทียม มีทั้งรูปแบบสารละลาย เจล และขี้ผึ้ง รูปแบบสารละลาย ให้ความสะดวกในการใช้ รูปแบบเจล หรือขี้ผึ้ง มีคุณสมบัติหล่อลื่นและรักษาความชุ่มชื้นที่ตาได้นานกว่าสารละลาย      เมื่อใช้น้ำตาเทียมไม่ว่าจะเป็นชนิดหยอด เจล  หรือ ขี้ผึ้ง น้ำตาเทียมจะทำหน้าที่เคลือบอยู่บนผิวกระจกตา  และต้องใช้เวลาในการกระจายตัวไปทั่วผิวตา ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการตามัวได้ชั่วคราว การที่น้ำตาเทียมทำหน้าที่เคลือบผิวกระจกตาไว้นั้น  ก็เพื่อทำให้เกิดการเก็บรักษาความชุ่มชื้นให้แก่ดวงตา ซึ่งจะทำให้รู้สึกสบายตามากขึ้น   วิธีใช้น้ำตาเทียม ล้างมือให้สะอาดก่อนหยอดน้ำตาเทียม เขย่าขวดยาถ้ายานั้นระบุว่ให้เขย่าขวดก่อนใช้ เปิดขวดยา อย่าให้นิ้วสัมผัสกับปลายขวดยาเพื่อหลึกเลี่ยงการปนเปื้อนของน้ำยา นอนหรือนั่ง แหงนหน้ามองขึ้นข้างบน ใช้มือดึงเปลือกตาล่างให้เป็นกระพุ้งหยอดตาแต่ละข้าง ข้างละ 1 – 2 หยด หรือตามที่แพทย์สั่ง ปล่อยมือจากการดึงเปลือกตาล่างและอย่ากระพริบตาสักครู่ (อย่างน้อย 30 วินาที) หรือทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร เมื่อหยอดตาแล้วอาจมีอาการตาพร่ามัวชั่วขณะ ดังนั้นจึงควรระมัดระวังเมื่อขับขี่ยานพาหนะ หรือทำงานเกี่ยวกับเครื่องจักรกล   วิธีเก็บรักษาน้ำตาเทียม ให้เก็บยาในที่เย็น ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ห้ามใช้เมื่อน้ำยาเปลี่ยนสี หรือสีขุ่น   คำถามที่พบบ่อย เกี่ยวกับน้ำตาเทียม คำถาม: ในคนปกติทั่วๆไป จำเป็นต้องใช้น้ำตาเทียมหรือไม่? ตอบ น้ำตาเทียมเป็นยาหยอดตาประเภทหนึ่งซึ่งช่วยให้ความชุ่มชื่นกับดวงตา โดยปกติคนเราจะมีการกระพริบตาเฉลี่ยนาทีละ 10 -15 ครั้งเพื่อให้น้ำหล่อเลี่ยงลูกตามาฉาบดวงตา ดังนั้นในคนปกติทั่วๆไปที่รู้สึกเคืองตา หรือระคายเคืองตา อาจเกิดจากภาวะที่เรียกว่า “ตาแห้ง หรือ Dry Eye” การใช้น้ำตาเทียมก็จะช่วยให้รู้สึกสบายตา และลดอาการดังกล่าวได้   คำถาม: ใครบ้างที่ควรใช้น้ำตาเทียม? ตอบ สำหรับผู้ที่ควรใช้น้ำตาเทียมนอกจากผู้ที่ใช้ตามคำสั่งแพทย์แล้ว ยังมีผู้สูงอายุ ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และกลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับจอคอมพิวเตอร์ สำหรับผู้สูงอายุจะมีปัญหาเรื่องน้ำหล่อเลี้ยงลูกตาแห้ง เนื่องจากปัญหาการทำงานของต่อมน้ำตาลดลงตามอายุ ผู้หญิงที่หมดประจำเดือนจะทำให้น้ำหล่อเลี้ยงลูกตาลดลงกว่าคนปกติทั่วๆไป   กลุ่มคนที่ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ กลุ่มนี้อาจเกิดจากการจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้มีการกระพริบตาน้อยกว่าปกติ ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะตาแห้งได้ ในผู้ทีต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ควรพักสายตาทุกครึ่งชั่วโมง หรือเมื่อรู้สึกแสบตา เคืองตา ควรหลับตาพักสัก 3 -5 วินาที เพื่อบรรเทาอาการดังกล่าว   คำถาม: น้ำตาเทียมใช้ได้บ่อยครั้งแค่ไหน? ตอบ สำหรับผู้ใช้งานโดยทั่วไป ที่หยอดน้ำตาเทียมเพื่อให้ดวงตาชุ่มชื้น และรู้สึกสบายตา สามารถใช้งานได้โดยเฉลี่ยไม่เกิน 4-5 ครั้งต่อวัน แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะตาแห้ง หรือช่วยในการรักษาตาผิดปกติอื่นๆ สามารถใช้ได้บ่อยตามคำสั่งแพทย์        สำหรับผู้ที่เข้ารับการรักษาด้วยวิธีเลสิค หรือ เลสิก (LASIK) แพทย์จะสั่งให้หยอดน้ำตาเทียม เพื่อช่วยรักษาอาการตาแห้งในระยะแรกซึ่งอาการดังกล่าวจะค่อยๆ ดีขึ้น ในช่วงระยะเวลา 3 – 6 เดือน    

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :