มุมสุขภาพตา : #สายตาสั้น

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์เลสิก LASER VISION

SMILE Pro คืออะไร? เลสิกแผลเล็ก 10 วินาที ฟื้นตัวไว

จุดเด่นของการทำ SMILE Pro SMILE Pro  คือการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์เจเนอเรชันใหม่ล่าสุด ไม่ต้องเปิด Flap ลดการบาดเจ็บของดวงตา ฟื้นตัวไว เหมาะสำหรับผู้ที่ทำกิจกรรมหนักหรือใช้สายตามาก SMILE Pro ใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อเล็กๆ ภายในกระจกตา แล้วดึงออกผ่านแผลเล็กเพียง 2-4 มม. โดยไม่ต้องเปิด Flap ลดการกระทบกระเทือนและฟื้นตัวได้ไว SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตามาก หรือกังวลเรื่องแผลเปิดแบบเลสิกทั่วไป สำหรับผู้ที่กำลังมองหาวิธีแก้ปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียงอย่างถาวร SMILE Pro คือหนึ่งในทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีเลเซอร์รุ่นใหม่ล่าสุดที่ช่วยให้การรักษาแม่นยำ แผลเล็ก ฟื้นตัวไว และลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อน มีผลข้างเคียงต่ำ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการผลลัพธ์ที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว ซึ่งจากรีวิวทำเลสิก SMILE Pro ของผู้รับบริการจริงต่างยืนยันถึงความรวดเร็วในการรักษา เลือกหัวข้อที่อ่าน SMILE Pro คืออะไร? หลักการทำงานของ SMILE Pro SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ  Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ SMILE Pro คืออะไร? SMILE Pro คือ เทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีดเจเนอเรชันใหม่ล่าสุด (พัฒนาต่อจาก ReLEx SMILE) ที่ใช้เลเซอร์ Carl ZEISS VisuMax 800 ยิงแก้ไขค่าสายตาด้วยความเร็วเพียง 8-10 วินาทีต่อข้าง โดยไม่ต้องเปิดฝากระจกตา (Flap) ทำให้แผลเล็กเพียง 2 มิลลิเมตร เจ็บน้อย และฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน จุดเด่นของเทคโนโลยีนี้คือมาพร้อมความเร็ว ความแม่นยำ และความรู้สึกสบายตาที่เหนือกว่า ช่วยลดความกังวลระหว่างทำ และเพิ่มความผ่อนคลายให้ผู้เข้ารับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด หลักการทำงานของ SMILE Pro การทำงานของ SMILE Pro เป็นการปฏิวัติการทำเลสิกแบบเดิมๆ โดยที่ไม่ต้องมีการสร้างฝากระจกตา (Flap) ที่ต้องเปิดออกอีกต่อไป แต่จะใช้เลเซอร์ความเร็วสูงสร้างชิ้นเนื้อ Lenticule ภายในกระจกตาตามค่าสายตาที่ต้องการแก้ไข (เลสิกสายตาสั้นและเอียง) จากนั้นแพทย์จะใช้เครื่องมือพิเศษดึงชิ้นเนื้อนั้นออกมาผ่านแผลขนาดเล็กเพียง 2-4 มม. ทำให้กระจกตาถูกปรับแต่งรูปร่างอย่างถาวร ส่งผลให้การมองเห็นคมชัดขึ้น SMILE Pro เหมาะกับใครบ้าง? SMILE Pro เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์ที่รวดเร็วและปลอดภัย โดยเฉพาะ ได้แก่ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพาแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ เนื่องจากประสบปัญหาในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือประกอบอาชีพที่ไม่สะดวกต่อการใส่อุปกรณ์ช่วยในการมองเห็น ผู้ที่ออกกำลังกายหนัก ใช้สายตาเยอะ หรือกังวลเรื่องแผล Flap เพราะไม่ต้องเปิด Flap จึงลดความเสี่ยงแผลเคลื่อน เพิ่มความมั่นใจหลังรักษา ผู้เข้ารับการรักษาควรมีอายุอย่างน้อย 18 ปี และค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากในช่วงก่อนอายุ 18 ปี ค่าสายตามักยังเปลี่ยนแปลงอยู่ จึงควรรอให้สายตาเสถียรก่อน เพื่อผลลัพธ์การรักษาที่แม่นยำและยั่งยืน ไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการทำ LASIK เช่น โรคต้อหิน โรคจอประสาทตาผิดปกติ หรือโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง เช่น SLE เนื่องจากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนหลังการรักษา ไม่ควรทำเลสิกในระหว่างตั้งครรภ์ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจส่งผลให้ค่าสายตาไม่คงที่ แนะนำให้รอจนหลังคลอดและฮอร์โมนกลับมาเป็นปกติก่อนเข้ารับการรักษา สำหรับผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป การทำเลสิกจะช่วยให้สายตากลับมาเป็นปกติสำหรับการมองไกล แต่เนื่องจากเป็นช่วงวัยที่เริ่มมีภาวะสายตายาวตามอายุ จึงอาจยังคงต้องใช้แว่นอ่านหนังสือในบางโอกาส รีวิวประสบการณ์ผ่าตัด SMILE Pro ประสบการณ์ทำเลสิก SMILE Pro ของคุณคีรี "เดิมทีสายตาสั้นเยอะมากประมาณ -6.00 ใส่แว่นมานานมาก เวลาเล่นกีฬาอย่างแบดมินตันก็ลำบาก ตอนแรกก็แอบกลัวครับ แต่ ตอนทำไม่เจ็บเลย และมองเห็นชัดตั้งแต่เนิ่นๆ ในวันแรกเลยครับ!" ราคาและโปรโมชั่นทำเลสิก SMILE Pro สำหรับค่าบริการรักษาสายตาด้วยเทคโนโลยี SMILE Pro สามารถตรวจสอบราคาและแพ็กเกจสุดคุ้มได้ที่ลิงก์ด้านล่างนี้👉 คลิกดูโปรโมชั่นทำเลสิก ครบรอบ 3 ปี โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ 👈 Call Center : 02-511-2111 Line📅 นัดหมายออนไลน์ โดยราคานี้ครอบคลุมการดูแลด้วยเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดอย่าง VisuMax 800 และการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางเพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์การมองเห็นที่ดีที่สุดของคุณ ทำเลสิก SMILE Pro ที่ไหนดี? แนะนำบริการ SMILE Pro ที่ โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) โดยเราให้ความสำคัญกับการมอบผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและความปลอดภัยสูงสุดแก่ผู้รับการรักษา ผ่านการผ่าตัดสายตาด้วย SMILE Pro ซึ่งโดดเด่นด้วย: เครื่องมือรุ่นใหม่ล่าสุด VisuMax 800 ซึ่งเป็นเทคโนโลยี SMILE Pro รุ่นล่าสุด ที่มีความแม่นยำสูงและรวดเร็วกว่าเดิม ทำให้ลดเวลาการยิงเลเซอร์และเพิ่มความสบายให้กับผู้รับการรักษา ทีมแพทย์ผู้ชำนาญ นำทีมโดยจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเลเซอร์สายตาโดยเฉพาะ ที่มีประสบการณ์สูง และพร้อมให้คำแนะนำอย่างตรงไปตรงมา การดูแลครบวงจร ตั้งแต่การตรวจประเมินอย่างละเอียดก่อนผ่าตัด ไปจนถึงการนัดหมายติดตามผลหลังผ่าตัด เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด การเตรียมตัวก่อนทำ SMILE Pro ควรถอดคอนแท็กต์เลนส์ล่วงหน้า แบบนิ่มอย่างน้อย 3 วัน และแบบแข็งอย่างน้อย 7 วัน งดแต่งหน้า โดยเฉพาะบริเวณรอบดวงตา งดใช้สเปรย์และน้ำหอมทุกชนิด เนื่องจากอาจมีผลต่อการทำงานของเครื่องเลเซอร์ หากเป็นไปได้ ควรสวมเสื้อที่มีกระดุมด้านหน้า และอาบน้ำสระผมให้เรียบร้อยก่อนวันผ่าตัด ควรมีเพื่อนหรือญาติมาด้วย เพื่อพากลับบ้านหลังทำเลสิก สรุป SMILE Pro คือเทคโนโลยีแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ล้ำสมัยที่สุด โดยใช้เลเซอร์ความเร็วสูงและแผลขนาดเล็ก ช่วยให้ฟื้นตัวรวดเร็วและลดความเสี่ยงหลังการรักษา เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสายตาสั้นและสายตาเอียงที่ต้องการผลลัพธ์แม่นยำและปลอดภัย โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) ให้บริการด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้ชำนาญและเครื่องมือทันสมัย ทั้งนี้ควรเข้ารับการตรวจประเมินก่อนเพื่อเลือกวิธีที่เหมาะสมที่สุดกับสภาพสายตาของแต่ละคน ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ Call Center : 02-511-2111 Line 📅 นัดหมายออนไลน์ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ SMILE Pro (FAQ) ก่อนตัดสินใจทำ SMILE Pro หลายคนอาจมีคำถามค้างคาใจเกี่ยวกับขั้นตอน ความปลอดภัย ผลลัพธ์ รวมถึงระยะเวลาฟื้นตัว เราได้รวบรวมคำตอบมาให้คุณแล้ว SMILE Pro กับ ReLEx Smile ต่างกันอย่างไร SMILE Pro ต่างจาก ReLEx SMILE ตรงที่ใช้เลเซอร์เร็วกว่าเดิม จากเดิม 25–27 วินาที เหลือเพียง 8–10 วินาที ช่วยลดเวลาผ่าตัดและลดการกระทบกระเทือนต่อดวงตาได้ดียิ่งขึ้น การผ่าตัด SMILE Pro เจ็บไหม พักฟื้นกี่วัน ในระหว่างการผ่าตัด แพทย์จะใช้ยาชาชนิดหยอดตา ทำให้คุณจะไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆ มีเพียงความรู้สึกเหมือนมีแรงกดที่ดวงตาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลังจากนั้นอาจมีอาการเคืองตาคล้ายฝุ่นเข้าตาประมาณ 3–4 ชั่วโมง ซึ่งจะค่อยๆ ดีขึ้น และโดยทั่วไปจะใช้เวลาพักฟื้นเพียง 1-2 วัน ก็สามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ทำ SMILE Pro แล้ว มีโอกาสที่สายตาจะกลับมาสั้นอีกไหม การทำ SMILE Pro เป็นการแก้ไขค่าสายตาอย่างถาวร แต่ในระยะยาว ค่าสายตาของคนเราอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติได้ โดยเฉพาะจากปัจจัยเรื่องอายุ การใช้งานสายตาหนัก หรือโรคทางตาบางชนิด อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นมักจะไม่รุนแรง และไม่ถือเป็นการกลับมาสั้นซ้ำ (Regression) ที่เกิดจากความผิดพลาดในการผ่าตัด *หมายเหตุ: ข้อมูลนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้เท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยทางการแพทย์ได้ โปรดปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจประเมินสภาพตาอย่างละเอียด
ศูนย์เลสิก LASER VISION

สายตาสั้นมีกี่ระดับ? รู้ทันสาเหตุ อาการ พร้อมวิธีรักษาและป้องกัน!

‘สายตาสั้น’เป็นปัญหาทางสายตาที่หลายคนอาจพบเจอ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุเพิ่มขึ้น และหลายคนอาจจะยังสับสนอยู่ว่ามองไกลไม่ชัดสายตาสั้นหรือยาว? สายตาสั้นไม่ได้มีแค่ระดับเดียว แต่มีหลายระดับที่ส่งผลต่อการมองเห็นแตกต่างกันไป และไม่เพียงแค่ทำให้มองเห็นวัตถุในระยะไกลไม่ชัดเจนเท่านั้น แต่ในบางกรณีอาจส่งผลให้มองแทบไม่เห็นในที่สว่างหรือที่มีแสงจ้า บทความนี้จะพาไปเช็กระดับของสายตาสั้น วิธีสังเกตอาการแบบง่ายๆ พร้อมแนะนำแนวทางรักษาและป้องกันไม่ให้สายตาแย่ลง สายตาสั้นคือการที่แสงไม่โฟกัสที่จอประสาทตา แต่ไปตกที่ด้านหน้าของจอ ทำให้มองเห็นภาพไกลไม่ชัดเจน โดยมีปัจจัยต่างๆ เช่น ลูกตามีความยาวเกินไป กระจกตาหรือเลนส์โค้งมากเกินไป พันธุกรรม สิ่งแวดล้อม อายุ และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย รวมถึงปัจจัยทางการแพทย์ การเช็กระดับสายตาสั้นแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเบา (Dioptre -0.25 ถึง -3.00) มักไม่รุนแรง ระดับปานกลาง (Dioptre -3.00 ถึง -6.00) ต้องการแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ และระดับรุนแรง (Dioptre > -6.00) ซึ่งอาจต้องใช้แว่นตาความหนาสูงหรือพิจารณาผ่าตัด การรักษาสายตาสั้นมี 3 วิธีหลักๆ คือการใส่แว่นตาช่วยปรับแสงให้โฟกัสที่จอประสาทตา การใช้คอนแท็กต์เลนส์ที่สะดวก และการทำเลสิกที่สามารถแก้ไขปัญหาสายตาสั้นอย่างถาวร ที่มีการปรับรูปทรงของกระจกตาด้วยเลเซอร์     สายตาสั้นเกิดจากอะไร? ปัจจัยที่ทำให้เกิดสายตาสั้น สายตาสั้น (Myopia) เกิดขึ้นเมื่อแสงที่ผ่านเข้ามาในดวงตาของเรามีการโฟกัสผิดที่ ไม่ว่าจะเกิดสายตาสั้นข้างเดียวหรือทั้งสองข้าง โดยปกติแล้ว เมื่อแสงผ่านกระจกตา (Cornea) และเลนส์ตา (Lens) จะต้องโฟกัสไปที่จอประสาทตา (Retina) เพื่อให้เราเห็นภาพที่ชัดเจน แต่ในกรณีของผู้ที่มีสายตาสั้น แสงจะไม่ได้ตกลงบนจอประสาทตาโดยตรง แต่จะตกไปที่ด้านหน้าของจอประสาทตา ทำให้ภาพที่เราเห็นในระยะไกลไม่ชัดเจนหรือเห็นภาพเบลอ โดยสาเหตุที่ทำให้สายตาสั้นสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ดังนี้ 1. ลูกตามีความยาวมากเกินไป สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของสายตาสั้นคือลูกตายาวเกินไป จากด้านหน้าไปด้านหลัง (จากกระจกตาถึงจอประสาทตา) เมื่อขนาดของลูกตามีความยาวมากเกินไป การโฟกัสของแสงจะเกิดขึ้นก่อนที่จอประสาทตา ทำให้เกิดภาพเบลอในระยะไกล เพราะแสงไม่ได้โฟกัสตรงจุดที่จอประสาทตา (Retina) ซึ่งควรจะเป็นจุดที่แสงรวมตัวกันเพื่อให้เห็นภาพที่คมชัด 2. กระจกตาหรือเลนส์ตาโค้งมากเกินไป ในบางกรณีกระจกตาหรือเลนส์ตาของผู้ที่มีสายตาสั้นจะโค้งมากเกินไป ซึ่งทำให้แสงหักเหมากเกินไปและไม่สามารถโฟกัสที่จอประสาทตาได้เช่นกัน การหักเหที่มากเกินไปทำให้แสงไปตกที่ด้านหน้าของจอประสาทตา ทำให้ภาพไม่ชัดเจนเมื่อมองในระยะไกล 3. พันธุกรรม สายตาสั้นสามารถถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ หากมีสมาชิกในครอบครัวที่มีสายตาสั้น โอกาสที่ลูกหลานจะมีสายตาสั้นก็จะสูงขึ้น โดยเฉพาะถ้าพ่อแม่สายตาสั้นทั้งสองคนหรือมีอาการสายตาสั้นในระดับรุนแรง 4. ปัจจัยสิ่งแวดล้อม ปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สายตาในระยะใกล้เป็นเวลานานๆ อาจทำให้สายตาสั้นได้ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการใช้งานอุปกรณ์ดิจิทัล เช่น โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือการอ่านหนังสือในระยะใกล้เป็นเวลานาน อาจทำให้กล้ามเนื้อที่ควบคุมการโฟกัสของตาเกิดความเครียด จนทำให้การหักเหของแสงผิดปกติได้ 5. อายุและการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แม้ว่าสายตาสั้นมักจะเริ่มต้นในช่วงวัยเด็กหรือวัยรุ่น แต่ในบางกรณีสามารถเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ได้เช่นกัน การเปลี่ยนแปลงในกระบวนการพัฒนาและการเจริญเติบโตของดวงตาอาจมีส่วนทำให้เกิดสายตาสั้นขึ้น ซึ่งอาจเกิดจากการเจริญเติบโตของกระจกตาหรือความยาวของลูกตาที่เพิ่มขึ้น 6. ปัจจัยทางการแพทย์บางประการ บางครั้งการมีปัญหาทางสุขภาพหรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา อาจทำให้เกิดอาการสายตาสั้นได้ เช่น การผ่าตัดตาหรือการได้รับแสง ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างตา สังเกตอาการเริ่มต้นของสายตาสั้น ที่ไม่ควรมองข้าม สายตาสั้นมีอาการเริ่มต้นที่สังเกตได้จากการมองเห็นไม่ชัดเจนในระยะไกล และบางครั้งอาจจะรู้สึกว่ามองไม่เห็นสิ่งต่างๆ ที่อยู่ไกลออกไปได้ดีเหมือนเมื่อก่อน อาจจะเริ่มเห็นภาพเบลอเมื่อมอง ต้องเพ่งสายตาเมื่อมองสิ่งที่อยู่ไกลออกไปหรืออาจจะรู้สึกปวดตาเมื่อต้องเพ่งสายตามากๆ เมื่อเกิดอาการสายตาสั้น ภาพที่เห็นจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างชัดเจน เช่น การไม่สามารถอ่านป้ายถนนหรือเลขทะเบียนรถได้ชัดเจนจากระยะไกล ซึ่งมักเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเริ่มมีปัญหาสายตาสั้น การมองเห็นภาพที่ไม่ชัดเจนในระยะไกลเป็นหนึ่งในอาการที่สามารถสังเกตได้ง่าย และมักเป็นจุดเริ่มต้นของการมีสายตาสั้นที่หลายคนมักจะพบในระยะแรก     เช็กระดับสายตาสั้น รู้ทันความรุนแรงของอาการ การเช็กระดับสายตาสั้นคือการประเมินว่าความผิดปกติในสายตาของเรานั้นรุนแรงเพียงใด ซึ่งช่วยให้รู้ว่าอาการอยู่ในระดับไหน สายตาสั้นค่าลบหรือค่าบวก และควรรักษาหรือปรับปรุงการดูแลอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาสายตาลุกลามมากขึ้น สายตาสั้นมีกี่ระดับ? สามารถแบ่งระดับความรุนแรงออกเป็น 3 ระดับได้ ดังนี้ ระดับเบา (Mild Myopia) สายตาสั้นระดับเบาจะมีค่า Dioptre -0.25 ถึง -3.00 Dioptre ในระดับนี้มักไม่รุนแรงมาก สามารถมองเห็นในระยะใกล้ได้ชัดเจน แต่จะมีปัญหาบ้างในการมองเห็นในระยะไกล เช่น การอ่านป้ายถนนหรือเลขทะเบียนรถจากระยะไกล อาจไม่จำเป็นต้องรักษาทันที แต่แนะนำให้ตรวจสายตาประจำปีเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง ระดับปานกลาง (Moderate Myopia) สายตาสั้นระดับปานกลางจะมีค่า Dioptre -3.00 ถึง -6.00 Dioptre ในระดับนี้มีปัญหาการมองเห็นในระยะไกลชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสภาพแสงน้อยหรือระหว่างการขับขี่ที่ต้องการแว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์เพื่อช่วยในการมองเห็นในระยะไกล อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดเลสิกถ้าจำเป็น ระดับรุนแรง (Degenerative Myopia) สายตาสั้นระดับรุนแรงมีค่า Dioptre มากกว่า -6.00 Dioptre อาการในระดับนี้จะมีปัญหามากขึ้นในการมองเห็นระยะไกล อาจมองเห็นภาพเบลอทั้งในระยะไกลและใกล้ ได้รับผลกระทบในการใช้ชีวิตประจำวัน จำเป็นต้องใช้แว่นตาหรือคอนแท็กต์เลนส์ที่มีค่าสายตาสูง ในบางกรณีอาจต้องพิจารณาผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหาสายตาสั้นด้วย ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นหากมีปัญหาสายตาสั้น อาการสายตาสั้น นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการมองเห็นในระยะไกลแล้ว ยังมีผลกระทบต่อหลายๆ ด้านในชีวิตประจำวัน ซึ่งอาจสร้างความลำบากหรือความไม่สะดวกในการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือการใช้ชีวิตในกิจกรรมประจำวัน หากไม่ได้รับการรักษาหรือการดูแลที่เหมาะสม สายตาสั้นอาจส่งผลกระทบในหลายด้าน ดังนี้ การขับรถยนต์และการเดินทางสายตาสั้นทำให้ไม่สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ไกลๆ ชัดเจน เช่น ป้ายจราจร ทำให้ขับขี่ไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะในเวลากลางคืน การเรียนและการทำงานที่ต้องใช้สายตาระยะไกลนักเรียนและผู้ทำงานที่ต้องดูสิ่งที่อยู่ไกล เช่น กระดานหรือจอคอมพิวเตอร์ จะมองเห็นไม่ชัด ทำให้ไม่สะดวกในการทำงาน ความเครียดและปวดตาการเพ่งสายตาหรือมองสิ่งเบลอเป็นเวลานานทำให้เกิดความเครียดและปวดตา ซึ่งส่งผลให้รู้สึกไม่สบายได้ การทำกิจกรรมกลางแจ้งหรือกีฬาการมองไม่เห็นสิ่งที่อยู่ไกลๆ เช่น ลูกบอลในกีฬา อาจทำให้เล่นกีฬาได้ไม่ดี หรือเกิดอุบัติเหตุได้ ผลกระทบทางจิตใจและความมั่นใจคนที่มีสายตาสั้นอาจรู้สึกไม่มั่นใจในตัวเองเมื่อไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในระยะไกลได้ชัดเจน ปัญหาในการทำกิจวัตรประจำวันกิจวัตรประจำวัน เช่น การขับรถหรือดูโทรทัศน์ จะรู้สึกว่าทำอะไรก็ไม่สะดวก เพราะมองสิ่งต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน ผลกระทบจากการไม่รักษาหากไม่รักษาสายตาสั้นอาจทำให้ภาวะสายตาแย่ลงเรื่อยๆ และเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางตาอื่นๆ ในอนาคต     แนวทางการรักษาสายตาสั้น การรักษาสายตาสั้นสามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและความสะดวกในการใช้ชีวิตของแต่ละคน โดยหลักๆ แล้วมี 3 วิธีในการรักษาสายตาสั้นที่ได้รับความนิยม ดังนี้ 1. การใส่แว่นตา แว่นตาเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและสะดวกที่สุดในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้น แว่นตาจะช่วยปรับให้แสงโฟกัสตรงจอประสาทตา โดยแว่นตาจะทำหน้าที่ช่วยให้ผู้ที่มีสายตาสั้นสามารถมองเห็นวัตถุที่อยู่ไกลได้ชัดเจนขึ้น วิธีนี้เป็นวิธีที่ปลอดภัยและไม่เจ็บปวด เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นในระดับที่ไม่รุนแรงมาก หรือผู้ที่ไม่ต้องการผ่าตัด 2. การใส่คอนแท็กต์เลนส์ คอนแท็กต์เลนส์เป็นตัวเลือกที่นิยมในหมู่คนที่ไม่ต้องการใส่แว่นตา หรือไม่ชอบให้มีกรอบแว่นบนใบหน้า คอนแท็กต์เลนส์จะทำหน้าที่เหมือนแว่นตา ช่วยปรับการโฟกัสแสงให้ถูกต้อง ทำให้ผู้ที่มีสายตาสั้นสามารถมองเห็นได้ชัดเจน แต่ข้อดีของคอนแท็กต์เลนส์คือจะไม่มีกรอบแว่นมาขวางทางการมองเห็น และสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ได้สะดวกมากขึ้น เช่น การเล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมกลางแจ้ง 3. การผ่าตัดเลเซอร์ (LASIK) การรักษาสายตาสั้นด้วยเลสิกเป็นวิธีที่ช่วยรักษาสายตาสั้นอย่างถาวร โดยการใช้เลเซอร์ปรับรูปทรงของกระจกตา เพื่อให้แสงที่เข้าสู่ตาตกลงบนจอประสาทตาอย่างถูกต้อง วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีสายตาสั้นในระดับสูง หรือผู้ที่ไม่ต้องการใช้แว่นตาและคอนแท็กต์เลนส์อีกต่อไป   การทำเลสิกเป็นวิธีที่มีความปลอดภัยและสามารถช่วยแก้ปัญหาสายตาสั้นได้อย่างถาวร แต่ก็ต้องได้รับการประเมินจากแพทย์ก่อนว่าเหมาะสมกับการทำผ่าตัดวิธีไหน หรือเหมาะกับการผ่าตัดหรือไม่ รวม 7 วิธีง่ายๆ ที่ช่วยป้องกันสายตาสั้น ป้องกันสายตาสั้นได้โดยการดูแลและปฏิบัติตามวิธีต่างๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสื่อมสภาพของสายตาและลดความเสี่ยงสายตาสั้น ดังนี้ หากต้องใช้สายตานานๆ เช่น อ่านหนังสือหรือใช้คอมพิวเตอร์ ควรพักสายตาทุก 20 - 30 นาที โดยมองห่างจากจอหรือหนังสือประมาณ 20 ฟุต (6 เมตร) เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อให้กล้ามเนื้อตาต้องการพักผ่อนและไม่เกิดความเครียด ควรจัดแสงในพื้นที่ทำงานหรือการเรียนให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเพ่งสายตาในสภาพแสงที่ไม่เพียงพอหรือจ้ามากเกินไป ซึ่งจะช่วยให้สายตามีความสะดวกในการทำงาน ควรตั้งระยะห่างจากจอคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือให้ห่างจากตาประมาณ 40 - 50 เซนติเมตร และไม่ควรมองหน้าจอจากระยะใกล้เกินไป เพราะอาจทำให้เกิดความเครียดกับดวงตา การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอช่วยให้ดวงตาได้พักและฟื้นฟูจากการใช้งานหนัก รับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพตา โดยเฉพาะอาหารที่มีวิตามิน A, C, E และแร่ธาตุอื่นๆ เช่น ผักใบเขียวและผลไม้สด เพื่อช่วยเสริมสร้างสุขภาพตาและป้องกันการเกิดปัญหาทางสายตา ควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพตา เพราะหากพบว่าเป็นสายตาสั้นในระยะแรก จะช่วยให้รักษาได้ทันเวลาและป้องกันไม่ให้สายตาแย่ลง หลีกเลี่ยงใช้สายตานานๆ หรือมองสิ่งต่างๆ ในระยะใกล้เป็นเวลานาน เช่น การอ่านหนังสือหรือใช้โทรศัพท์มือถือ ควรพักสายตาหรือเปลี่ยนกิจกรรมบ้างเพื่อไม่ให้เกิดความเครียดต่อดวงตา     รักษาสายตาสั้น ที่ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร ศูนย์รักษาตา Bangkok Eye Hospital บริการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและผู้ชำนาญการ ที่พร้อมให้คำแนะนำและการรักษาสายตาสั้นในรูปแบบต่างๆ ผู้มีประสบการณ์ด้านการดูแลดวงตาเฉพาะทาง ให้บริการครอบคลุมทุกโรคเกี่ยวกับดวงตา การตรวจสุขภาพตาโดยรวม ตรวจสอบสุขภาพของดวงตาและหาความผิดปกติอื่นๆ ที่อาจส่งผลต่อการมองเห็น การตรวจวัดค่าสายตา (Refraction Test) โดยประเมินค่าสายตาเพื่อหาค่าความผิดปกติและกำหนดค่าสายตาที่เหมาะสม ใช้เทคโนโลยีและอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยในการรักษา สรุป สายตาสั้นเกิดจากการที่แสงโฟกัสผิดที่ในดวงตาทำให้มองเห็นภาพไกลไม่ชัดเจน ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดสายตาสั้น ได้แก่ ลูกตามีความยาวเกินไป กระจกตาหรือเลนส์ตาโค้งมากเกินไป และพันธุกรรม สาเหตุอื่นๆ อย่างปัจจัยสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้สายตาใกล้เป็นเวลานาน และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ที่เกิดขึ้นเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หากมีอาการสายตาสั้นควรเช็กระดับความรุนแรงเพื่อเลือกวิธีรักษา เช่น การใส่แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือการผ่าตัดเลเซอร์ (LASIK) นอกจากนี้ การป้องกันสายตาสั้นสามารถทำได้โดยการพักสายตาอย่างเหมาะสม การออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ ก็สามารถป้องกันสายตาสั้นได้ด้วย หากต้องการรักษาสายตาสั้น ที่ศูนย์รักษาตาBangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)มีความมุ่งมั่นในการให้บริการด้วยเทคโนโลยีทันสมัยโดยผู้มีประสบการณ์ในการรักษาสายตาสั้น พร้อมดูแลหลังการรักษาอย่างมีคุณภาพ รวมถึงให้คำแนะนำที่เหมาะสมและติดตามผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เลสิกสายตาสั้น บอกลาปัญหามองเห็นไม่ชัด พร้อมการเตรียมตัวก่อนทำ การตรวจตาก่อนทำเลสิกคืออะไร ทำไมต้องตรวจถึง 3 ชั่วโมง?!! ทำเลสิกที่ไหนดี? เปรียบเทียบเทคนิคและเกณฑ์การเลือกโรงพยาบาล FAQ – คำถามที่พบบ่อย สายตาสั้น มีกี่ระดับ? สายตาสั้นแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับเบา (Dioptre -0.25 ถึง -3.00) ระดับปานกลาง (Dioptre -3.00 ถึง -6.00) และระดับรุนแรง (Dioptre มากกว่า -6.00) การมองเห็นในระยะไกลจะยิ่งเบลอเมื่อระดับสายตาสั้นสูงขึ้น ระดับสายตาสั้นเท่าไรถึงจะอันตราย? สายตาสั้นที่มีค่า Dioptre มากกว่า -6.00 อาจมีความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสายตาอื่นๆ และอาจต้องการการรักษาเพิ่มเติม สายตาสั้นแก้อย่างไร? สายตาสั้นแก้ได้ด้วยการใส่แว่นตา คอนแท็กต์เลนส์ หรือการทำเลสิก เพื่อปรับรูปทรงของกระจกตาให้แสงโฟกัสที่จอประสาทตา สายตาสั้นไม่ใส่แว่น อันตรายหรือไม่? สามารถไม่ใส่แว่นได้ แต่อาจทำให้มองเห็นในระยะไกลไม่ชัดเจน และอาจเสี่ยงต่ออุบัติเหตุหรือความผิดปกติของสายตาในระยะยาว
ศูนย์เลสิก LASER VISION

ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่ามัวเมื่ออยู่ในที่มืดหรือตอนกลางคืน

เคยเป็นกันหรือไม่ที่รู้สึกว่าสายตาของเราสั้นแค่เฉพาะตอนกลางคืนหรือตอนอยู่ในที่มืด ๆ อยากจะบอกว่าอาการเหล่านี้มีอยู่จริง ซึ่งเป็นอาการของภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงอะไร มีความอันตรายหรือไม่ Laser Vision จะช่วยอธิบายเคลียร์ชัดให้คุณเอง   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน (Night Myopia) คืออะไร? ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน คืออาการที่ดวงตามองเห็นวัตถุในระยะกลางและระยะไกลได้ไม่ชัดเจนในช่วงเวลากลางคืนหรือในสภาวะที่มีแสงสว่างน้อย อาจมองเห็นแสงไฟในระยะไกลเป็นแสงฟุ้ง ทำให้ต้องฝืนเพ่งตามองเป็นพิเศษ เพื่อให้ภาพมองเห็นชัดขึ้น จนทำให้ตาอ่อนล้าได้ง่ายเร็วขึ้น ซึ่งภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนจะกระทบกับบุคคลที่ชื่นชอบการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในเวลากลางคืน ไม่ว่าจะเป็นการขับขี่รถยนต์ หรือการทำงานในช่วงเวลากลางคืน หลายคนอาจจะคิดว่าภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืนอาจมีอาการร้ายแรงหรือต้องรับการรักษาด้วยวิธีพิเศษ แตกต่างจากการรักษาอาการสายตาสั้นทั่วไป แต่แท้จริงแล้ว เชื่อไหมว่าอาการสายตาสั้นตอนกลางคืน สายตาพร่าเมื่ออยู่ในที่มืด เป็นเพียงสัญญาณบ่งบอกถึงภาวะสายตาสั้นตามปกติทั่วไป ซึ่งท่านสามารถรักษาได้ง่าย ๆ ด้วยการสวมใส่แว่นสายตาหรือการผ่าตัดทำเลสิกที่เหมาะสมเท่านั้น   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน เกิดขึ้นได้อย่างไร?   ●       การขยายของรูม่านตา ในภาวะที่แสงสว่างมีน้อย รูม่านตาของคนเราจะทำการขยายมากขึ้นเป็นอัตโนมัติ เพื่อเพิ่มปริมาณของแสงเข้าสู่ดวงตาให้เห็นภาพชัดขึ้น แต่การขยายของรูม่านตาเช่นนี้กลับมีข้อเสียเช่นเดียวกัน โดยมันจะส่งผลกับสิ่งที่เรียกว่า Spherical aberration หรือก็คือการมองเห็นภาพเบลอมากยิ่งขึ้นเมื่อรูม่านตาของเราขยาย จึงไม่แปลกที่ใครหลายคนอาจจะเห็นภาพเบลอในช่วงเวลากลางคืน ●       Spherical aberration ภาพเบลอที่เกิดจากรูม่านตาขยาย มีสาเหตุมาจากการที่ผลของแสงเดินทางผ่านความโค้งของกระจกตาในขณะที่รูม่านตาเปิดกว้างขยายขึ้น ทำให้แสงมีการหักเหห่างจากจอรับภาพมากกว่าปกติ ยิ่งหากมากเท่าไร สมองของคนเราก็จะได้รับภาพเบลอมากขึ้นตามไปด้วย ●       เซลล์รับภาพมีความไวต่อแสงที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน ขณะที่เซลล์แสงรับภาพในคนเราจะมีความต่อแสงที่ 555 นาโนเมตร และเมื่อไม่มีแสงเซลล์รับภาพจะมีความไวต่อแสงที่ 510 นาโนเมตร ซึ่งปริมาณของแสงที่แตกต่างกันนี้ สามารถทำให้ภาพที่เกิดขึ้นในสมองคนเราเบลอขึ้นได้ ●       Chromatic aberration โดยปกติแล้วเมื่อแสงเดินทางผ่านกระจกตา แสงจะแยกออกเรียงตามลำดับความยาวของคลื่นโดยเรียงการตกโฟกัสก่อนไปหลัง และจากคลื่นสั้นไปคลื่นยาว แต่ในตอนกลางคืน เซลล์รับภาพจะเปลี่ยนจากการรับคลื่นแสงสีเหลืองในตอนกลางวัน มาเป็นการรับคลื่นแสงสีน้ำเงินที่มีความถี่สูงขึ้นในตอนกลางคืนแทน ทำให้คนเราสามารถเกิดสายตาสั้นได้ประมาณ -0.50D เพราะแสงสีน้ำเงินจะตกก่อนจอรับภาพ   ภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน ไม่เป็นอะไรแล้วจริงหรือ? คนที่มีภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน หรือแม้แต่คนสายตาสั้นมาก บางรายอาจมีการเสื่อมของ Rod ที่ทำงานตอนกลางคืนร่วมด้วย ส่งผลให้เกิดการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง โดยเฉพาะวิตามิน A ซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยในการมองเห็น อาการรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นโรคตาบอดกลางคืนได้ แม้ว่าจะมีอาการไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ก็อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้เหมือนกัน เช่น อาจทำให้การขับรถในช่วงเวลากลางคืนลำบากและเสี่ยงอันตรายมากกว่าเดิม รวมถึงการขึ้นลงบันไดในพื้นที่มืด เป็นต้น   คืนความคมชัดยาม่ํคาคืน ด้วยการรักษาที่ทันสมัยจาก Laser Vision ทุกปัญหาด้านสายตาสามารถรักษาให้ดีขึ้นด้วย เพียงคุณปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในการเข้ารับการรักษาที่ถูกต้อง เหมาะสมกับอาการของแต่ละบุคคล โดย Laser Vision International LASIK Center เป็นศูนย์รักษาสายตาอันดับต้น ๆ ของเมืองไทย ด้วยประสบการณ์ยาวนานกว่า 25 ปี พร้อมด้วยทีมแพทย์เฉพาะด้านและเครื่องมืออันทันสมัยได้มาตรฐานสากล สามารถดำเนินการรักษาภาวะสายตาสั้นตอนกลางคืน และอาการตาบอดกลางคืนได้ หรือในเคสที่รุนแรงมีสาเหตุจากต้อกระจกตา ทางเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถผ่าตัดได้อย่างปลอดภัย ปรึกษาเพิ่มเติม โทร 02-511-2111
ศูนย์เลสิก LASER VISION

หลังทำเลสิคสายตาสั้น เมื่อมีสายตายาวจะสามารถรักษาด้วยวิธีเลสิกได้อีกหรือไม่

หลังทำเลสิคสายตาสั้น เมื่อมีสายตายาวจะสามารถรักษาด้วยวิธีเลสิกได้อีกหรือไม่ หลังทำเลสิคสายตาสั้น เมื่อมีสายตายาวจะสามารถรักษาด้วยวิธีเลสิกได้อีกหรือไม่?      สายตายาวตามอายุเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกๆคน ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ แม้แต่ในผู้ที่ไม่เคยมีปัญหาเรื่องการมองเห็นมาก่อนเลยก็ตาม      สายตายาวตามอายุ เกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป สาเหตุเกิดจากเลนส์แก้วตาแข็งขึ้น ประกอบกับกล้ามเนื้อยึดเลนส์ตาเริ่มเสื่อมสภาพ ทำให้ไม่สามารถมองเห็นภาพในระยะใกล้ได้ชัดเจน      ในกลุ่มผู้ที่มีภาวะสายตาสั้น และได้รับการแก้ไขโดยวิธีการเลสิกไปแล้ว เมื่ออายุประมาณ 40 ปีมีสายตายาวอายุ ทำให้มองใกล้ไม่ชัด สามารถใช้แว่นสายตายาวช่วยในการอ่านหนังสือ หรือช่วยในการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ แต่หากไม่อยากใส่แว่น สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีเลสิกสายตาได้เช่นกัน การรักษาสายตายาวด้วยวิธี NV LASIK ซึ่งทำให้สามารถมองเห็นในระยะไกลได้ชัดในตาข้างหนึ่ง และมองเห็นใกล้ได้ชัดในตาอีกข้างหนึ่ง เนื่องจากสายตายาวตามอายุเกิดจากความเสื่อมของเลนส์แก้วตา ดังนั้น การรักษาด้วยวิธีนี้จะอยู่ได้ 3- 5 ปีขึ้นอยู่กับสภาพสายตาของคนไข้แต่ละคน การรักษาสายตายาวตามอายุด้วยวิธีการเปลี่ยนเลนส์ (Refractive Lens Exchange-RLE) โดยจะนำเลนส์แก้วตาที่เสื่อมสภาพออก และใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไป **ผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นมักเกิดความเข้าใจผิดว่าเมื่อมีภาวะสายตายาวตามอายุร่วมด้วยสายตาจะกลับมาเป็นปกติ ในความเป็นจริง สายตายาวตาอายุเกิดจากความเสื่อมของกล้ามเนื้อตา(เสื่อมตามภาวะร่างกายที่อายุมากขึ้น) ภาวะเสื่อมดังกล่าวอาจทำให้การมองในระยะใกล้ๆได้ดีขึ้น แต่ในระยะที่ใกล้นั้นก็ใกล้กว่าระยะของคนสายตาปกติทั่วๆไป **ผู้ที่มีภาวะสายตาสั้นและไม่ได้รับการแก้ไข เมื่ออายุ 40 ปีมีภาวะสายตายาวตามอายุร่วมด้วย จะทำให้มองไม่ชัดทั้งใกล้และไกล

ที่อยู่

Laser Vision International LASIK Center

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

Line
calling
ติดต่อเรา :