ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក

តម្រៀប

มองเห็นภาพซ้อนขึ้นจากอะไรได้บ้าง? พร้อมวิธีวินิจฉัยและการรักษา

ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออาการที่มองสิ่งเดียวกันเป็นสองภาพพร้อมกัน เกิดจากความผิดปกติของตา กล้ามเนื้อตา เลนส์ตา หรือระบบประสาทบางส่วน สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา หรือสมอง การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนขึ้นอยู่กับสาเหตุ อาจใช้แว่นแก้ไขสายตา ฝึกกล้ามเนื้อตา หรือรักษาโรคต้นเหตุบางกรณีต้องผ่าตัดตามคำแนะนำแพทย์ อาการเห็นภาพซ้อน (Double Vision) เป็นปัญหาการมองเห็นภาพซ้อนที่เกิดขึ้นเมื่อภาพจากตาทั้งสองข้างไม่รวมกันอย่างถูกต้อง อาจทำให้มองวัตถุไม่ชัดเจนหรือเห็นสองภาพพร้อมกัน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การอ่าน การขับขี่ และความปลอดภัย การเข้าใจสาเหตุและวิธีวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้การรักษาแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากขึ้น     ภาวะเห็นภาพซ้อนคืออะไร? ภาวะเห็นภาพซ้อน (Diplopia) คือการมองเห็นวัตถุหนึ่งชิ้นเป็นสองชิ้น ภาวะนี้สร้างความรำคาญและส่งผลกระทบอย่างมากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับรถ การอ่านหนังสือ หรือแม้แต่การเดิน ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเวียนหัวและเสียการทรงตัวได้   อาการเห็นภาพซ้อนสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก คือ   เห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะยังคงอยู่แม้จะปิดตาข้างที่ปกติแล้วก็ตาม แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากความผิดปกติของดวงตาเพียงข้างเดียว เห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) อาการเห็นภาพซ้อนจะหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่าปัญหานั้นเกิดจากการที่ดวงตาทั้งสองข้างทำงานไม่สอดคล้องกัน   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อน การที่ตามองเห็นภาพซ้อนไม่ได้เกิดจากสาเหตุเดียว แต่สามารถเกิดได้จากหลายปัจจัย ซึ่งสามารถแบ่งตามชนิดและลักษณะของภาพซ้อน ดังนี้   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนข้างเดียว (Monocular Diplopia) ภาวะนี้มักเกิดจากปัญหาที่โครงสร้างภายในดวงตา เช่น กระจกตา เลนส์ตา หรือจอประสาทตา ซึ่งเป็นปัญหาเฉพาะที่ และมักไม่เกี่ยวกับกล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของดวงตา   ต้อกระจก (Cataract) ต้อกระจกคือภาวะที่เลนส์ตาซึ่งปกติแล้วจะใสสะอาด เกิดความขุ่นมัว ทำให้แสงที่ส่องผ่านเลนส์ไปยังจอประสาทตาเกิดการกระเจิง ส่งผลให้ภาพที่มองเห็นไม่คมชัดและอาจเห็นเป็นภาพซ้อนได้ในบางครั้ง อาการตาพร่ามัว เห็นภาพซ้อนมักค่อยๆ เป็นมากขึ้นตามอายุ   กระจกตาผิดปกติ   กระจกตาบวมน้ำ (Corneal Edema) เกิดจากการสะสมของน้ำในชั้นกระจกตา ทำให้กระจกตาขุ่นมัวและบวม การมองเห็นจึงไม่ชัดเจนและอาจเห็นภาพซ้อน กระจกตาเป็นแผลหรือแผลเป็น ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระจกตา เช่น แผลจากการติดเชื้อหรือการบาดเจ็บ สามารถส่งผลต่อการหักเหของแสง ทำให้เกิดภาพซ้อน กระจกตาเป็นรูปกรวย (Keratoconus) เป็นภาวะที่กระจกตาค่อยๆ โก่งตัวออกเป็นรูปกรวย ทำให้การหักเหของแสงผิดปกติและมองเห็นภาพซ้อน ปัญหาสายตาและค่าสายตา สายตาเอียง (Astigmatism) เป็นภาวะที่กระจกตามีรูปร่างโค้งไม่สม่ำเสมอ คล้ายลูกรักบี้ ทำให้การมองเห็นภาพในบางทิศทางไม่คมชัดและอาจเห็นภาพซ้อนได้ ส่วนความผิดปกติของเลนส์ตาเทียม สำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดต้อกระจกและใส่เลนส์เทียม หากเลนส์เกิดการเคลื่อนที่หรือมีปัญหา ก็สามารถทำให้เห็นภาพซ้อนได้เช่นกัน   สาเหตุของภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้าง (Binocular Diplopia) ภาวะนี้มักเป็นสัญญาณเตือนของปัญหาที่กล้ามเนื้อตา เส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อตา หรือสมอง ซึ่งเป็นสาเหตุที่ร้ายแรงกว่าและต้องได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว   ปัญหาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อตา ดวงตาแต่ละข้างถูกควบคุมโดยกล้ามเนื้อ 6 มัด หากกล้ามเนื้อเหล่านี้อ่อนแรงหรือทำงานไม่สอดคล้องกัน อาจทำให้ดวงตาไม่สามารถเคลื่อนที่ไปในทิศทางเดียวกันได้ในเวลาเดียวกัน โดยปัญหากล้ามเนื้อตาที่ทำให้เห็นภาพซ้อน เช่น   ต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Graves' Disease) ภาวะนี้ทำให้กล้ามเนื้อตาเกิดการอักเสบและบวม ส่งผลให้กล้ามเนื้อทำงานผิดปกติ โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) เป็นโรคทางระบบภูมิคุ้มกันที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วร่างกาย รวมถึงกล้ามเนื้อที่ควบคุมดวงตา ทำให้เกิดภาวะตาเหล่และภาพซ้อน ปัญหาเกี่ยวกับเส้นประสาทตา เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3, 4 และ 6 มีหน้าที่ควบคุมกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหวดวงตา หากเส้นประสาทเหล่านี้ได้รับความเสียหายจากการบาดเจ็บหรือโรค จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของกล้ามเนื้อตา โรคที่มักส่งผลต่อการมองเห็นภาพซ้อน ได้แก่   เบาหวาน ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังสามารถทำลายเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อตาได้ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis: MS) เป็นโรคทางระบบประสาทส่วนกลางที่ทำลายปลอกประสาท ทำให้เกิดการอักเสบและทำให้การส่งสัญญาณประสาทผิดปกติ หลอดเลือดสมองอุดตันหรือแตก (Stroke) ภาวะนี้สามารถส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมดวงตาและทำให้เกิดภาพซ้อนเฉียบพลัน ปัญหาที่สมอง สมองมีหน้าที่ในการประมวลผลสัญญาณภาพจากดวงตาทั้งสองข้าง หากสมองเกิดความผิดปกติ อาจส่งผลต่อการทำงานร่วมกันของดวงตา ปัญหาจากสมองที่ส่งผลทำให้เห็นภาพซ้อน มีดังนี้   เนื้องอกในสมอง หากเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็น อาจทำให้เกิดภาพซ้อนได้ ภาวะสมองบวม (Aneurysm) การโป่งพองของหลอดเลือดสมองสามารถไปกดทับเส้นประสาทตา ทำให้เกิดภาพซ้อนและอาการอื่นๆ ตามมา การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Traumatic Brain Injury) การกระทบกระเทือนที่ศีรษะอย่างรุนแรงอาจทำลายบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการมองเห็นในสมองได้     ขั้นตอนการวินิจฉัยภาวะเห็นภาพซ้อน เมื่อเกิดอาการเห็นภาพซ้อน การเข้าพบจักษุแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ เป็นสิ่งสำคัญ เพราะแพทย์สามารถตรวจวินิจฉัยสาเหตุได้อย่างแม่นยำ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล โดยมีขั้นตอนดังนี้   1. การซักประวัติ จักษุแพทย์จะซักถามอาการอย่างละเอียด เช่น ระยะเวลาที่เริ่มเกิดอาการและความถี่ของการเกิดภาพซ้อน ตรวจว่าภาพซ้อนหายไปเมื่อปิดตาข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ สังเกตทิศทางของภาพซ้อนว่าเป็นแนวตั้งหรือแนวนอน พร้อมสอบถามอาการร่วม เช่น ปวดหัว เวียนหัว หรืออาการอื่นๆ รวมถึงประวัติการบาดเจ็บที่ศีรษะและโรคประจำตัว   2. แนวทางในการตรวจหาอาการ การตรวจวินิจฉัยการมองเห็นภาพซ้อนจะเริ่มจากการตรวจตาอย่างละเอียด จักษุแพทย์จะวัดค่าสายตา ตรวจกระจกตาและเลนส์ตา พร้อมประเมินการทำงานของกล้ามเนื้อตา จากนั้นอาจตรวจเลือดเพื่อตรวจหาสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับโรคทางระบบ เช่น เบาหวานหรือต่อมไทรอยด์ และหากสงสัยว่าปัญหาเกี่ยวข้องกับสมองหรือเส้นประสาท จักษุแพทย์อาจส่งตรวจ CT Scan หรือ MRI เพื่อดูความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น     แนวทางการรักษาอาการเห็นภาพซ้อน การรักษาภาวะเห็นภาพซ้อนจำเป็นต้องระบุสาเหตุที่แท้จริงก่อน ซึ่งขึ้นอยู่กับปัญหาหลักที่ทำให้เกิดอาการ โดยวิธีการรักษา มีดังนี้   การรักษาโรคพื้นฐาน หากสาเหตุมาจากโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือไทรอยด์ การควบคุมโรคให้ดีจะช่วยให้อาการภาพซ้อนดีขึ้นได้ ใช้แว่นตาปริซึม สำหรับผู้ที่มีภาวะเห็นภาพซ้อนสองข้างจากปัญหาที่กล้ามเนื้อตา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้แว่นตาปริซึมเพื่อช่วยปรับทิศทางของแสงและรวมภาพให้เป็นภาพเดียว ฉีดโบท็อกซ์ สำหรับภาวะตาเหล่หรือกล้ามเนื้อตาทำงานไม่สอดคล้องกัน แพทย์อาจฉีดโบท็อกซ์เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา แก้ไขภาวะต้อกระจก การผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพ การผ่าตัด ในบางกรณี เช่น ผู้ที่มีภาวะตาเหล่หรือมีเนื้องอก การผ่าตัดอาจเป็นทางเลือกในการรักษา ข้อควรระวังและคำแนะนำเพิ่มเติม นอกจากการรักษาแล้ว การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวังและคำแนะนำเพิ่มเติมก็มีความสำคัญ เพราะช่วยป้องกันอาการเห็นภาพซ้อนแย่ลง ลดความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อน   อย่าละเลยอาการ หากมีอาการเห็นภาพซ้อน ไม่ว่าจะเป็นเพียงชั่วคราวหรือตลอดเวลา ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยที่ถูกต้อง ควบคุมโรคประจำตัว หากมีโรคประจำตัว เช่น เบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ควรควบคุมระดับน้ำตาลและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่ดวงตา การพักผ่อน การพักผ่อนอย่างเพียงพอและลดการใช้สายตาอย่างหนักอาจช่วยบรรเทาอาการได้ในบางกรณี     รักษาอาการเห็นภาพซ้อนที่ศูนย์โรคจักษุประสาทวิทยา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร Bangkok Eye Hospital ให้บริการดูแลดวงตาอย่างครบวงจร ด้วยการเน้นทั้งเทคโนโลยี การรักษาที่ทันสมัย และประสบการณ์จากจักษุแพทย์เฉพาะทาง พร้อมตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ที่มีอาการเห็นภาพซ้อน เพื่อคืนสุขภาพดวงตาที่ดีให้คุณ บริการเด่นของโรงพยาบาลประกอบด้วย   ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ พร้อมแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม ใช้เครื่องมือมาตรฐานสากลเพื่อการรักษาดวงตาอย่างปลอดภัย ครอบคลุมตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา จนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ สรุป อาการเห็นภาพซ้อนเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เลนส์ตา โรคประสาทตา จนถึงปัญหาสมอง การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติ ตรวจสายตาและกล้ามเนื้อตาอย่างละเอียด บางกรณีอาจต้องตรวจเลือดหรือทำ CT/MRI เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุ เช่น การปรับแก้สายตา การใช้ยา หรือการผ่าตัด ในขณะเดียวกัน การปฏิบัติตัวอย่างระมัดระวัง เช่น หลีกเลี่ยงความเครียดตา และพักสายตาเป็นประจำ จะช่วยลดอาการแย่ลง ภาวะนี้ควรได้รับการตรวจและรักษาโดยจักษุแพทย์เฉพาะทางที่ Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)   อ่านบทความอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง จอประสาทตาเป็นรูเกิดจากอะไร? อาการที่ควรรีบพบแพทย์ และวิธีรักษา สังเกตอาการจอประสาทตาบวมน้ำ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม! เส้นเลือดฝอยในตาแตกอันตรายไหม? สังเกตอาการและวิธีรักษาที่ควรรู้ คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการเห็นภาพซ้อน (FAQ) ตอบคำถามเกี่ยวกับอาการเห็นภาพซ้อน เช่น สาเหตุ เกิดขึ้นบ่อยแค่ไหน รักษาได้หรือไม่ และต้องปฏิบัติตัวอย่างไร เพื่อช่วยให้เข้าใจอาการและแนวทางการดูแลได้ดียิ่งขึ้น   เล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อน เกิดจากอะไร การเล่นโทรศัพท์แล้วเห็นภาพซ้อนมักเกิดจากความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อตา หรือสายตาเอียง (Astigmatism) ทำให้ตาโฟกัสไม่แม่นยำเมื่อจ้องจอเป็นเวลานาน นอกจากนี้ อาจเกิดจากภาวะตาแห้งหรือการใช้สายตามากเกินไปก็ทำให้เห็นภาพซ้อนชั่วคราวได้ หากอาการยังคงมีหรือรุนแรง ควรไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด   เห็นภาพซ้อน อันตรายไหม? การเห็นภาพซ้อนอาจไม่อันตรายหากเกิดจากความเมื่อยล้าของตาหรือสายตาผิดปกติชั่วคราว แต่หากเกิดบ่อยๆ หรือมีอาการร่วม เช่น ปวดตา ปวดหัว เวียนศีรษะ หรือเกิดทันทีหลังบาดเจ็บ อาจเป็นสัญญาณของปัญหากล้ามเนื้อตา เลนส์ตา เส้นประสาทตา หรือสมอง จึงควรรีบพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรักษาให้เหมาะสม   มองเห็นภาพซ้อนระยะไกล เกิดจากอะไร การมองเห็นภาพซ้อนระยะไกลมักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตา เช่น กล้ามเนื้อตาไม่สมดุล ทำให้การจัดแนวลูกตาไม่ตรงกัน หรือเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับเลนส์ตา เช่น เลนส์เอียงหรือเลนส์ตาเทียมเคลื่อน รวมถึงบางกรณีอาจเกี่ยวข้องกับปัญหาทางระบบประสาทหรือสมอง ควรปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริง
អាន​បន្ថែម
Neuroophthalmology

ทำไมตากระตุกบ่อย? รู้ถึงสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาและแนวทางการป้องกัน

อาการตากระตุกคือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อตาโดยไม่ตั้งใจ มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเป็นต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สาเหตุของตากระตุกมักเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป หรือใช้สายตามากเกินไป วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก ได้แก่ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดการใช้สายตามากเกินไป ประคบอุ่นบริเวณรอบดวงตา และหลีกเลี่ยงคาเฟอีน หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น การฉีด Botox รักษาด้วยยา หรือการผ่าตัด เคยรู้สึกไหมว่าอยู่ดีๆ เปลือกตากระตุกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วครู่ แต่บางคนกลับรู้สึกว่าตากระตุกบ่อยจนเริ่มกังวล หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ “ตากระตุกเกิดจากขาดวิตามินอะไร?” หรือเกี่ยวข้องกับความเครียดและสุขภาพร่างกายหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับสาเหตุของตากระตุก พร้อมแนวทางดูแล รักษา และป้องกันอย่างถูกวิธี     อาการตากระตุกคืออะไร? ตากระตุก (Eye Twitching) คืออาการที่เปลือกตาขยับหรือสั่นอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือบ่อยครั้งจนสร้างความรำคาญได้ อาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งที่เปลือกตาบนและล่าง โดยเฉพาะตากระตุกข้างขวาหรือตากระตุกข้างซ้ายก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งหลายคนมักสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือสัญญาณบางอย่างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากมุมมองทางการแพทย์พบว่า โดยทั่วไปแล้ว ตากระตุกมักไม่รุนแรง ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และไม่เป็นอันตราย โดยสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่ในบางกรณี อาจมีอาการที่รุนแรงขึ้นและไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยหรือดูแลเพิ่มเติม     สาเหตุของอาการตากระตุก สำหรับคำถามที่ว่าตากระตุกข้างขวาหรือตากระตุกข้างซ้ายเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยในชีวิตประจำวัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง เช่น ความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมเป็นเวลานาน การนอนหลับไม่เป็นเวลา หรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานโดยไม่พักสายตา ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป แสงสว่างจ้า ลม หรือมลพิษทางอากาศ การขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารบางชนิด เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี12 หรือวิตามินดี การระคายที่เปลือกตาด้านใน หรือโรคภูมิแพ้ โรคตาที่ทำให้เกิดการระคาย เช่น ตาแห้ง ที่อาจทำให้เปลือกตากระตุกหรือเกร็ง โรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากยารักษาโรคบางชนิด   ตากระตุกบ่อย บ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง? แม้อาการหนังตากระตุกส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่หากเกิดบ่อยหรือรุนแรงขึ้น ควรใส่ใจสังเกต เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่าง เช่น โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s Palsy) มักเป็นชั่วคราวและฟื้นตัวได้ดี โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) และโรคกล้ามเนื้อใบหน้าบิดเกร็ง (Facial Dystonia) ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งผิดปกติแต่ควบคุมได้ โรคคอบิดเกร็ง (Cervical Dystonia) มีผลต่อคอและทำให้เจ็บปวดได้ โรคกล้ามเนื้อช่องปากหรือขากรรไกรบิดเกร็ง (Oromandibular Dystonia) มีผลกระทบต่อการพูดและการเคี้ยว โรคทูเร็ตต์ (Tourette's Disorder) มีอาการชักกระตุกซ้ำๆ และส่งผลต่อพฤติกรรม  โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อระบบประสาททั่วร่างกาย มีความรุนแรงสูง     การวินิจฉัยเพื่อตรวจหาความรุนแรงของตากระตุก จักษุแพทย์หรือประสาทแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากอาการกระตุกผิดปกติ อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยการตรวจที่มักใช้วิธีตรวจดังนี้ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจดูว่ามีหลอดเลือดหรือก้อนเนื้อไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่ การตรวจทางไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography - EMG) เพื่อวัดกิจกรรมไฟฟ้าของกล้ามเนื้อและระบบประสาท   วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก แม้อาการตากระตุกมักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองในหลายกรณี แต่หากเกิดบ่อยหรือมีสัญญาณผิดปกติ การดูแลและรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการในแต่ละราย ดังนี้   การฉีดโบท็อกซ์ หากมีอาการตากระตุกข้างขวาหลายวันแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อรอบดวงตากำลังเกิดความผิดปกติ โดยหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ได้ผลและได้รับความนิยมมากที่สุดคือการฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งได้รับการรับรองทางการแพทย์ในการรักษาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อรอบดวงตาที่เกิดอาการกระตุก เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และยับยั้งสัญญาณประสาทที่ส่งมากระตุ้นให้เกิดการกระตุก ผลลัพธ์คืออาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ชั่วคราวประมาณ 3-6 เดือน หลังจากนั้นอาการอาจกลับมาอีก จึงควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างต่อเนื่องหากจำเป็น   การรักษาด้วยยา การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยานอนหลับบางชนิด เช่น ลอราซีแพม (Lorazepam) ไตรเฮกซีเฟนิดิล (Trihexyphenidyl) หรือโคลนาซีแพม (Clonazepam) อาจช่วยบรรเทาอาการตากระตุกได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเสมอ   รักษาตามปัจจัย การจัดการกับปัจจัยที่กระตุ้นการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ โดยมีแนวทางดังนี้ การใช้น้ำตาเทียม เนื่องจากอาการกล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกอาจเกิดจากตาแห้ง น้ำตาเทียมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคาย และบรรเทาการกระตุกของกล้ามเนื้อได้ การรักษาเปลือกตาอักเสบ หากอาการเกิดจากการอักเสบ เช่น ภูมิแพ้หรือติดเชื้อ การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการกระตุก การใช้แว่นตาดำชนิด FL-41 ช่วยกรองแสงจ้า เช่น แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแสงแดด ทำให้ตารู้สึกสบายขึ้นและลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การผ่าตัด การผ่าตัดรักษาอาการตากระตุกจะพิจารณาในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยโบท็อกซ์หรือวิธีอื่นๆ โดยแพทย์อาจทำการตัดเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเปลือกตา เพื่อหยุดการกระตุกที่ไม่สามารถควบคุมได้     แนวทางป้องกันตากระตุก แนวทางหรือวิธีป้องกันตากระตุกสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อเปลือกตาเกิดการเกร็งหรือกระตุกอย่างไม่ควบคุม ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดอาการและบรรเทาความรำคาญที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ ลดเวลาใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หาวิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือฝึกหายใจเพื่อลดความเครียด นวดกล้ามเนื้อรอบดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ประคบร้อนหรืออุ่นบริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที หากตาแห้งหรือระคาย สามารถหยอดน้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการได้   สรุป อาการตากระตุกคือการขยับหรือสั่นของเปลือกตาอย่างไม่ตั้งใจ มักเกิดจากปัจจัยทั่วไป เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือขาดสารอาหาร แต่อาการที่รุนแรงหรือต่อเนื่องอาจบ่งชี้ถึงโรคทางระบบประสาท ควรพบแพทย์เฉพาะทางจักษุหรือประสาทวิทยาเพื่อวินิจฉัยอย่างแม่นยำ โดยที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) มีบริการตรวจอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ MRI และการรักษาด้วยการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการกระตุกเมื่อจำเป็น เพื่อดูแลและฟื้นฟูอาการได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตากระตุก (FAQ) รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการตากระตุก พร้อมคำตอบจากข้อมูลทางการแพทย์เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง   นวดแก้ตากระตุกทำอย่างไร การนวดกดจุดรอบดวงตา ควรเริ่มจากการใช้นิ้วหัวแม่มือ นวดเบาๆ เป็นวงกลม รอบบริเวณดวงตา โดยเน้นความนุ่มนวลและไม่ออกแรงมากเกินไป เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และคลายความตึงของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการกดแรงหรือสัมผัสโดยตรงกับดวงตาเพื่อความปลอดภัย   ตาซ้ายกระตุกไม่หยุดเกิดจากอะไร ตาซ้ายกระตุกไม่หยุด อาจเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป ตาแห้งหรือเกิดการระคาย รวมถึงภาวะขาดแมกนีเซียม หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกระตุกติดต่อกันนาน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบโรคทางระบบประสาทที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งเรื้อรัง   ตากระตุกกี่วันหาย ตากระตุกทั่วไปมักหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2-3 วัน แต่หากเกิน 1 สัปดาห์ควรพบแพทย์
Retina Center
Neuroophthalmology

Causes and Prevention of Eye Twitching | Bangkok Eye Hospital

Understanding Eye Twitching Eye twitching, or myokymia, refers to the involuntary, repetitive movement of the eyelid muscles. While usually harmless, persistent twitching can be bothersome and sometimes indicate an underlying issue. At Bangkok Eye Hospital, we provide expert guidance to help manage and prevent eye twitching effectively. Causes of Eye Twitching What Triggers Eye Twitching? Fatigue and Lack of Sleep – Insufficient rest can strain the eye muscles, leading to twitching. Caffeine and Alcohol Consumption – Excessive intake can overstimulate the nervous system. Stress and Anxiety – High stress levels may cause muscle spasms, including eye twitching. Eye Strain – Prolonged screen time or reading in poor lighting can contribute to twitching. Dry Eyes – Insufficient tear production can irritate the eye muscles, causing spasms. Nutritional Deficiencies – Lack of magnesium or other essential minerals may lead to muscle contractions. Neurological Conditions (Rare Cases) – Chronic twitching may be linked to conditions like blepharospasm or Bell’s palsy. Symptoms of Eye Twitching Mild, repetitive eyelid spasms that come and go. Uncontrollable twitching lasting for a few seconds to minutes. Increased frequency with stress, fatigue, or caffeine intake. Twitching in one or both eyes (though usually in one eye). When to Seek Medical Attention Persistent twitching lasting for weeks. Spasms affecting the entire face. Redness, swelling, or discharge in the affected eye. Drooping eyelid (ptosis) or difficulty keeping the eye open. Changes in vision associated with twitching. Prevention and Treatment of Eye Twitching How to Reduce Eye Twitching Get Enough Sleep – Aim for at least 7-8 hours per night. Limit Caffeine and Alcohol – Reduce intake to avoid overstimulation. Manage Stress – Practice relaxation techniques like meditation or yoga. Reduce Screen Time – Take breaks from digital devices to prevent eye strain. Stay Hydrated and Eat a Balanced Diet – Ensure proper intake of magnesium and essential nutrients. Use Artificial Tears – Lubricating eye drops help relieve dryness and irritation. Avoid Eye Rubbing – Prevents irritation and reduces muscle fatigue. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Eye Care? Expert Ophthalmologists with extensive experience in diagnosing eye conditions. Advanced Eye Care Technology to assess and treat persistent twitching. Personalized Treatment Plans based on individual eye health needs. Comprehensive Eye Examinations to detect underlying causes. Schedule a Consultation If you are experiencing frequent or prolonged eye twitching, visit Bangkok Eye Hospital for expert diagnosis and personalized treatment options.
Cornea Center
Neuroophthalmology

Shingles Eye Symptoms, Causes & Treatment | Bangkok Eye Hospital

Understanding Shingles in the Eye Shingles, or herpes zoster ophthalmicus, is a viral infection caused by the varicella-zoster virus, the same virus responsible for chickenpox. When reactivated, it can affect the eye, leading to painful rashes, vision problems, and potential complications. At Bangkok Eye Hospital, we provide expert diagnosis and treatment for shingles affecting the eye to prevent long-term damage. Causes and Risk Factors What Causes Shingles in the Eye? Varicella-Zoster Virus Reactivation – After a previous chickenpox infection, the virus can remain dormant and later reactivate as shingles. Weakened Immune System – Conditions like aging, stress, or illness can trigger an outbreak. Direct Nerve Involvement – The virus travels along nerve pathways, leading to eye involvement. Who Is at Risk? Individuals over 50 years old – Higher risk due to a weakened immune response. People with weakened immune systems – Those with conditions like HIV, cancer, or taking immunosuppressive medications. Previous Chickenpox Infection – If you've had chickenpox, the virus can reactivate as shingles. Symptoms of Shingles in the Eye Painful rash and blisters around the eye, forehead, or nose. Redness and swelling in or around the eye. Blurred vision or light sensitivity. Burning or itching sensation in the affected area. Severe eye pain that may persist even after the rash heals. Diagnosis and Treatment Options How Is Shingles in the Eye Diagnosed? Clinical Examination – A doctor examines the skin rash and eye symptoms. Fluorescein Eye Staining – Identifies corneal damage. Polymerase Chain Reaction (PCR) Test – Detects the virus in severe cases. How Is Shingles in the Eye Treated? Antiviral Medications – Early treatment with antivirals like acyclovir or valacyclovir reduces severity. Corticosteroid Eye Drops – Help manage inflammation and swelling. Pain Relievers – To reduce discomfort and nerve pain. Lubricating Eye Drops – Prevent dryness and irritation. Potential Complications If left untreated, shingles in the eye can cause: Corneal ulcers and scarring. Vision loss or permanent eye damage. Glaucoma due to increased eye pressure. Chronic nerve pain (postherpetic neuralgia). Preventing Shingles in the Eye Get the shingles vaccine (especially for those over 50). Maintain a healthy immune system through proper diet and exercise. Avoid contact with people who have active chickenpox or shingles. Seek medical attention immediately if symptoms appear to prevent complications. Why Choose Bangkok Eye Hospital for Shingles Treatment? Experienced Ophthalmologists specializing in viral eye infections. Advanced Diagnostic Tools for early and accurate detection. Comprehensive Treatment Plans tailored to each patient. Preventive Care & Vaccination Guidance to reduce future risks. Schedule an Eye Consultation Today If you are experiencing eye pain, rash, or vision problems related to shingles, contact Bangkok Eye Hospital for immediate medical attention.
Neuroophthalmology

รู้จักและเข้าใจจอประสาทตาอักเสบ-สาเหตุและการรักษาที่มีประสิทธิภาพ

โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เส้นประสาทตาอักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมองเห็นไม่ชัด ไปจนถึงอาจทำให้สูญเสียการมองเห็นแบบถาวร โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากหลายปัจจัย ทั้งการติดเชื้อแบคทีเรีย เชื้อไวรัส เชื้อรา โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง และอาการบาดเจ็บของดวงตา จักษุแพทย์มีแนวทางการรักษาโรคจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยการจ่ายยาตามสาเหตุของการเกิดโรค ทั้งยาแบบกินและแบบฉีด ส่วนกรณีที่มีอาการรุนแรง หรือมีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ร่วมด้วย จักษุแพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ป้องกันโรคจอประสาทตาอักเสบได้โดยการปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ล้างมือบ่อยๆ ปรับการกิน งดสูบบุหรี่ สวมถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ และควรตรวจสุขภาพตาเป็นประจำ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospitalรักษาโดยจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย มั่นใจได้ในผลลัพธ์การรักษาที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ   โรคจอประสาทตาอักเสบ โรคร้ายที่มาพร้อมกับเส้นประสาทตาอักเสบ เป็นตัวการของการมองเห็นภาพไม่ชัด ตาไวต่อแสง อาการปวดตา ไปจนถึงอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร! บทความนี้จะพาไปทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาอักเสบให้มากขึ้น ตั้งแต่อาการ สาเหตุ ตลอดจนการวินิจฉัย การรักษา และแนวทางการป้องกัน     โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออะไร โรคจอประสาทตาอักเสบ คืออาการที่เกิดจากการอักเสบของเส้นประสาทตา ซึ่งเป็นกลุ่มของเส้นใยประสาทที่ส่งข้อมูลการมองเห็นจากดวงตาไปยังสมอง ส่งผลให้มองเห็นภาพไม่ชัด โดยเฉพาะบริเวณกลางของภาพ และอาจมีอาการปวดตาเวลาขยับลูกตาร่วมด้วย อาการแบบไหนถึงเรียกว่า จอประสาทตาอักเสบ อาการของโรคจอประสาทตาอักเสบที่พบได้บ่อย มีดังนี้ รู้สึกปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวบริเวณดวงตา มองเห็นจุดดำตรงกลางลานสายตา ตาแดงก่ำหรือแดงเป็นเลือด ตาไวต่อแสง รู้สึกแสบตาเมื่อโดนแสงสว่าง น้ำตาไหลมากผิดปกติ มองเห็นแสงวาบในดวงตาข้างที่มีอาการเส้นประสาทตาอักเสบ สูญเสียการมองเห็นสีบางสี มีปัญหาด้านการแยกแยะสี สูญเสียการมองเห็นด้านข้าง มองเห็นภาพเบลอข้างใดข้างหนึ่งของดวงตา สูญเสียการมองเห็นในตาข้างใดข้างหนึ่ง ไปจนถึงตาบอดสนิท     จอประสาทตาอักเสบมักเกิดจากอะไร? สาเหตุของโรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากสาเหตุทั้งการติดเชื้อและไม่ติดเชื้อ ดังนี้ จอประสาทตาอักเสบที่มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบเกิดจากตั้งแต่เกิดหรือเกิดขึ้นทีหลัง โดยมาจากเชื้อ ดังนี้ การติดเชื้อแบคทีเรียเช่น วัณโรค ซิฟิลิส การติดเชื้อราโดยเฉพาะที่เกิดจากเชื้อราแคนดิดา การติดเชื้อไวรัสเช่น เริม เอชไอวี โรคหัดเยอรมัน การติดเชื้อปรสิตเช่น โทโคพลาสโมซิส ซึ่งอาจมาจากแมว โรคภูมิต้านทานผิดปกติเช่น โรคเบห์เช็ท และซาร์คอยโดซิส จอประสาทตาอักเสบที่ไม่ได้มาจากการติดเชื้อ โรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ ได้แก่ อาการบาดเจ็บบริเวณดวงตา โรคภูมิต้านทานผิดปกติและโรคอักเสบเช่น โรครูมาตอยด์ มะเร็งบางชนิดเช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง     การวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบ ในการวินิจฉัยโรคจอประสาทตาอักเสบก่อนทำการรักษา จักษุแพทย์จะตรวจตาอย่างละเอียด โดยมีแนวทางการวินิจฉัย ดังนี้ การขยายม่านตาและตรวจจอประสาทตาด้วยกล้องจุลทรรศน์ (Slitlamp)โดยจักษุเเพทย์เพื่อดูจอประสาทตาและเส้นเลือดที่เลี้ยงจอประสาทตา รวมถึงการตรวจวัดความดันลูกตา การตรวจจอประสาทตาด้วยเทคนิค Optical Coherence Tomography (OCT)เป็นการวัดความหนาของจอประสาทตาและการบวมของจอประสาทตาหรือ ดูขั้วประสาทตาได้อย่างชัดเจน การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองแสงฟลูออเรสซีนเพื่อดูการไหลเวียนของเลือดและการรั่วของหลอดเลือด การตรวจจอประสาทตาด้วยการฉีดสารเรืองอินโดไซยานีนกรีน(ICG Angiography)เพื่อดูการทำงานของหลอดเลือดขนาดเล็กในจอประสาทตา     จอประสาทตาอักเสบ รักษาได้อย่างไร การรักษาจอประสาทตาอักเสบ ทำได้ทั้งแบบใช้ยาและผ่าตัด โดยแพทย์จะพิจารณาตามระดับความรุนแรงของอาการ โดยมีรายละเอียดดังนี้ การใช้ยา การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการใช้ยา โดยปกติแล้วจะใช้ยาตามสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการ โดยมีตัวยาที่จักษุแพทย์พิจารณาจ่ายให้ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบ มีดังนี้ การให้สเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำเป็นการรักษาเริ่มต้นมาตรฐานสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาอักเสบและเส้นประสาทตาอักเสบ ช่วยลดการอักเสบของเส้นประสาทตาและช่วยเร่งการฟื้นตัวของการมองเห็น สเตียรอยด์ชนิดรับประทานในบางกรณีอาจมีการสั่งจ่ายสเตียรอยด์ชนิดรับประทานหลังจากการรักษาทางหลอดเลือดดำครั้งแรก เพื่อลดการอักเสบและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ การแลกเปลี่ยนพลาสมา (PLEX)หากสเตียรอยด์ทางหลอดเลือดดำไม่ได้ผล อาจพิจารณาทำ PLEX โดยเอาส่วนที่เป็นของเหลวในเลือด (พลาสมา) ออก จากนั้นแทนที่ด้วยสารทดแทนพลาสมา หรือพลาสมาที่ได้รับบริจาค ยาปรับเปลี่ยนโรค (DMTs)หากโรคเส้นประสาทตาอักเสบเกี่ยวข้องกับโรคประจำตัว เช่น โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง อาจแนะนำให้ใช้ DMTs เพื่อจัดการกับโรคประจำตัวและป้องกันไม่ให้เกิดโรคจอประสาทตาอักเสบในอนาคต   การผ่าตัด การรักษาจอประสาทตาอักเสบด้วยการผ่าตัด จักษุแพทย์จะพิจารณาผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงและไม่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยวิธีการจ่ายยาทั่วไป รวมถึงผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนอื่นๆ อย่าง มีเลือดออกในวุ้นตา หรือมีพังผืดดึงรั้งจอประสาทตา เป็นต้น โดยการผ่าตัดวุ้นตา (Vitrectomy) คือการผ่าตัดภายในลูกตา เพื่อนำวุ้นตา (Vitreous) ที่เป็นของเหลวใสภายในลูกตาออก และกำจัดสิ่งแปลกปลอมหรือเนื้อเยื่อที่ผิดปกติที่อาจกดทับหรือดึงรั้งจอประสาทตาออกไป โดยหลังจากการผ่าตัด การอักเสบของจอประสาทตาจะลดลง ลดอาการระคายเคืองของจอประสาทตา หรือในบางกรณียังช่วยฟื้นฟูการมองเห็นที่สูญเสียจากจอประสาทตาอักเสบได้ด้วยเช่นกัน     จอประสาทตาอักเสบสามารถป้องกันได้ไหม? เนื่องจากอาการจอประสาทตาอักเสบเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ บางสาเหตุอาจป้องกันได้แต่บางสาเหตุก็ป้องกันไม่ได้ จึงมีแนวทางการดูแลสุขภาพดวงตาเพื่อลดโอกาสเกิดโรคจอประสาทตาอักเสบ ดังนี้ ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำ หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ก่อนสัมผัสดวงตา พบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำ รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ สิ่งสำคัญคือต้องรีบไปพบแพทย์โดยเร็วเพื่อทำการวินิจฉัยให้ได้รับการรักษาแต่เนิ่นๆ ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งในการมีเพศสัมพันธ์ เพื่อป้องกันโรคติดต่อที่อาจส่งผลให้เกิดจอประสาทตาอักเสบ รักษาโรคจอประสาทตาอักเสบ ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการโรคจอประสาทตาอักเสบ แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตาครบทุกด้าน ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลเฉพาะทางฯ มีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติทางดวงตา สายตา และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป อาการโรคจอประสาทตาอักเสบ เกิดจากเส้นประสาทตาที่อักเสบจนส่งผลให้การส่งข้อมูลการมองเห็นจากตาไปยังสมองทำงานผิดปกติ ผู้ป่วยมักมีอาการปวดตา ตาแดง ตาไวต่อแสง มองเห็นจุดดำกลางลานสายตา มองเห็นภาพเบลอ หรืออาจสูญเสียการมองเห็นแบบถาวร ผู้ป่วยโรคจอประสาทตาอักเสบจึงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม โดยจักษุแพทย์จะพิจารณาการรักษาตามอาการของผู้ป่วยตั้งแต่การจ่ายยาไปจนถึงการผ่าตัด เพื่อให้ผลลัพธ์การรักษาออกมาปลอดภัย ควรเลือกโรงพยาบาลที่มีความเชี่ยวชาญในการรักษาโรค พร้อมด้วยเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย เพื่อให้การรักษาปลอดภัย และได้ประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำมาที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital(โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่มีจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ที่มีประสบการณ์ในการดูแลคนไข้โรคเฉพาะทางดวงตาคอยให้การดูแล ตั้งแต่ขั้นตอนการปรึกษาตลอดจนการรักษา และยังมีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยเพื่อให้ประสิทธิภาพการรักษาออกมาปลอดภัยและเหมาะสมอีกด้วย
Cataract Center
Retina Center
Cornea Center
Glaucoma Center
Neuroophthalmology
Children's Eye Center
Oculoplastic

รายชื่อบริษัทประกันที่สามารถใช้ได้ที่ รพ.จักษุกรุงเทพ

  บริษัทประกันภัย บริษัท ไทยประกันสุขภาพ จำกัด มหาชน บริษัท ประกันภัยไทยวิวัฒน์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ลูม่าแคร์ จำกัด บริษัท บลูเวนเจอร์ ทีพีเอ จำกัด บริษัท เอดับเบิลยู พี เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย) จำกัด Asian Assistance (Thailand) Co., Ltd. APRIL Assistance (Thailand) Co., Ltd. International SOS (Thailand) Co., Ltd. Assist International Services Co., Ltd.
Cataract Center
Retina Center
Laser Vision LASIK Centre
Cornea Center
Glaucoma Center
Neuroophthalmology
Children's Eye Center
Oculoplastic

Understanding Pterygium: Causes, Symptoms, and Treatment Options

  How people notice and see Pterygium without knowing it is Pterygium   Have you ever looked in the mirror and noticed a small, fleshy growth on the white part of your eye, usually near the nose? It might appear slightly red, or you might feel like something’s stuck in your eye. This growth can slowly creep onto the clear, center part of your eye, known as the cornea, causing discomfort, dryness, or even blurred vision. Many people mistake these signs for simple irritation, dryness, or tired eyes, unaware that they might be dealing with a condition called pterygium.   1. What is Pterygium? Pterygium (pronounced tuh-RIJ-ee-um) is a common eye condition that looks like a triangular or wedge-shaped growth on the eye’s surface. It usually starts small but can slowly expand toward the cornea. Though it might look concerning, it’s not cancerous. For some, it’s just a minor cosmetic issue, but for others, it can cause vision problems or significant discomfort   2. Why does it happen? Pterygium happens mainly due to long-term exposure to UV light from the sun, which is why it’s often called "surfer’s eye." But you don’t have to be a surfer to get it - anyone who spends a lot of time outdoors, especially without proper eye protection, is at risk. Dust, wind, and dry environments can also irritate the eye and contribute to its development. Genetics can play a part, too, as pterygium is more common in certain families. Pinguecula and pterygium are often mistaken for each other. Pinguecula is a yellowish bump on the conjunctiva, while pterygium extends onto the cornea and can affect vision. Proper diagnosis is key.   3. What to do when you notice it? If you spot a growth on your eye or feel persistent discomfort, dryness, or redness, don’t ignore it. Make an appointment with an eye specialist, especially if it’s growing or starting to affect your vision. The doctor can diagnose pterygium with a simple eye exam and discuss whether it needs to be treated right away or monitored over time.   4. Treatment Options Observation and Protection: In mild cases, protecting your eyes from the sun with sunglasses and using lubricating eye drops can help keep symptoms in check. Medication: If the pterygium becomes red and inflamed, doctors may prescribe anti-inflammatory eye drops to reduce irritation.  Surgery: When pterygium grows too large, affects vision, or causes significant discomfort, surgery to remove the growth may be recommended. This involves removing the tissue and often placing a graft (a small piece of your own conjunctiva) to cover the area and reduce the chance of it coming back.   5. Advice from Bangkok Eye Hospital and Next Steps At Bangkok Eye Hospital, our experienced ophthalmologists often see patients who are unsure what’s causing their eye discomfort or unusual growths. It’s essential to address these concerns early to avoid complications. If surgery is necessary, one of the best innovations available today is using fibrin glue during pterygium surgery, which offers many benefits over traditional stitches.     To learn more about how fibrin glue can improve your recovery and comfort, check out our next article on this advanced treatment here. If you’re experiencing symptoms or want a consultation, don’t hesitate to reach out to Bangkok Eye Hospital - our team is here to guide you through every step of your eye care journey.

អាសយដ្ឋាន

Bangkok Eye Hospital - Neuro-Opthalmology Center

10/989 Soi Prasertmanukij 33 Nuanchan Buengkum District Bangkok 10230

ទំនាក់ទំនង

calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ :