มุมสุขภาพตา

เรียงตาม

เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน เพิ่มความคมชัดเพื่อชัยชนะทุกคอร์ต | Bangkok Eye Hospital

เลสิกสำหรับนักแบดมินตัน: พลิกเกมด้วยสายตาที่คมชัดกว่า 🏸 “พริบตาเดียวบนคอร์ต อาจเปลี่ยนชัยชนะเป็นความพลาด” การเล่นแบดมินตันไม่ได้อาศัยเพียงแค่พละกำลังหรือความเร็ว แต่หัวใจสำคัญคือ การมองเห็นที่แม่นยำและรวดเร็ว เพื่อการ "อ่านเกม อ่านลูก และอ่านทางคู่แข่ง" ได้เหนือกว่าใคร! อุปสรรคทางสายตาที่นักกีฬาต้องเจอ เคยไหมที่ต้องมัวดันแว่นระหว่างการแข่งขัน? หรือกังวลว่าคอนแทคเลนส์จะหลุดกลางเกม? ปัญหาเหล่านี้อาจทำให้คุณเสียสมาธิและพลาดจังหวะสำคัญในเสี้ยววินาที... ซึ่งอาจหมายถึงการเสียคะแนนหรือพลาดชัยชนะไปอย่างน่าเสียดาย LASIK: คำตอบสำหรับนักกีฬายุคใหม่ การทำเลสิก (LASIK) คือทางเลือกที่ตอบโจทย์สำหรับนักกีฬาแบดมินตันและผู้ที่รักการออกกำลังกายทุกคน ช่วยปลดล็อกศักยภาพของคุณให้เหนือกว่าเดิม สายตาคมชัด: โฟกัสการเคลื่อนไหวของลูกขนไก่ได้ดีขึ้น คล่องตัวทุกการเคลื่อนไหว: ไม่ต้องกังวลเรื่องแว่นหรือคอนแทคเลนส์ มั่นใจในทุกช็อต: ทั้งลูกตบ ลูกหยอด หรือลูกตัด เมื่อไร้กังวลเรื่องสายตา คุณจะสามารถโฟกัสที่เกมการแข่งขันได้อย่างเต็มที่ เพราะการมองเห็นที่ดี ไม่ได้แค่ทำให้เล่นดีขึ้น แต่ทำให้คุณ “มั่นใจในทุกการเคลื่อนไหว” ปรึกษาการทำเลสิกสำหรับนักกีฬา ดวงตามีคู่เดียว มั่นใจให้แพทย์เฉพาะทางดูแล ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital เลียบทางด่วนรามอินทรา โทรเลย: 02-511-2111 #LASERVISION #SMILEPro #LASIK #BangkokEyeHospital #เลสิกไร้ใบมีด #LASIKForSport #Badminton #กีฬาแบดมินตัน
อ่านเพิ่มเติม
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ

"ภาพเบลอในสนาม อาจทำให้คุณพลาดโอกาสสำคัญ" ⚽👀 เพราะในทุกวินาทีของการแข่งขัน… “สายตา” คืออาวุธลับที่คุณอาจมองข้าม จะเล็ง จะส่ง จะยิง ทุกจังหวะต้องแม่นยำ แต่ถ้ามองไม่ชัดตั้งแต่แรก คุณอาจพลาดสิ่งสำคัญที่อยู่ตรงหน้า โอกาสสำคัญที่คุณอาจพลาดไป ไม่ว่าจะเป็น: ✅ โอกาสในการยิงประตู ✅ การอ่านเกมในเสี้ยววินาที ✅ การเคลื่อนไหวที่มั่นใจและคล่องตัว การทำเลสิกช่วยให้คุณกลับมามองเห็นชัด ลดการพึ่งพาแว่นหรือคอนแทคเลนส์ พร้อมเปลี่ยนทุกเกมให้คุณ "คุมสนามได้อยู่หมัด" พร้อมลงสนามด้วยสายตาที่เหนือกว่า 📍 Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ปรึกษาการทำเลสิกสอบถามได้ที่ 02-511-2111 #LASERVISION #SMILEPro #LASIK #smarteyehospital #BangkokEyeHospital #QualityEyeCare #BestVisionBestVersion #NoBlade #เลสิกไร้ใบมีด #LASIKForSport #Sport #Football #กีฬาฟุตบอล
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

Laser Vision: ปลดล็อกศักยภาพนักกอล์ฟ ด้วยเลสิก (LASIK) และ SMILE Pro

กอล์ฟ คือ เกมของการโฟกัส 🏌️‍♂️ เล่นกอล์ฟเก่งแค่ไหน ถ้ามองไม่ชัด… ก็พลาดได้ง่าย ๆ การทำเลสิก ไม่ได้แค่ช่วยให้คุณมองชัดขึ้นแต่ช่วย “ยกระดับเกม” ของคุณไปอีกขั้น ไม่ต้องเล็งผ่านเลนส์ ไม่ต้องพะวงแว่นหลุด เห็นธงชัดตั้งแต่ระยะ 200 หลา เล่นได้มั่นใจ โฟกัสได้เต็มที่ในทุกหลุม อย่าปล่อยให้สายตาเป็นอุปสรรคของวงสวิง ยกระดับเกมกอล์ฟของคุณวันนี้ 📍 Laser Vision at Bangkok Eye Hospital เลียบทางด่วนรามอินทรา ดวงตามีคู่เดียว มั่นใจให้แพทย์เฉพาะทางดูแล ปรึกษาการทำเลสิกสอบถามได้ที่ 02-511-2111 #LASERVISION #SMILEPro #LASIK #smarteyehospital #BangkokEyeHospital #QualityEyeCare #BestVisionBestVersion #GolfVision #LASIKForGolfers
ศูนย์รักษาตาเด็ก

เข้าใจตาขี้เกียจในเด็ก ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงและวิธีป้องกันตั้งแต่แรกเริ่ม

โรคตาขี้เกียจในเด็ก คือภาวะที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นไม่คมชัด เนื่องจากการพัฒนาการด้านการมองเห็นในช่วงวัยเด็กไม่ได้รับการกระตุ้นเต็มที่ โรคตาขี้เกียจในเด็กเกิดจากปัญหาการมองเห็นที่ไม่สมดุลระหว่างตาข้างซ้ายและขวา เช่น สายตาสั้น ตาเอียง หรือการที่ตาไม่สามารถโฟกัสได้เท่ากัน การรักษาตาขี้เกียจในเด็กมักจะใช้วิธีการกระตุ้นการมองเห็น เช่น การใช้แว่นสายตา การปิดตาข้างที่มองเห็นได้ดี เพื่อฝึกการใช้ตาข้างที่อ่อนแอ ใช้ยาหยอดตา และผ่าตัดดวงตา ภาวะตาขี้เกียจมักเกิดขึ้นในช่วงวัยเด็ก ซึ่งหากตรวจพบและรักษาแต่เนิ่นๆ สามารถช่วยให้การพัฒนาการมองเห็นของเด็กกลับมาเป็นปกติได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจเกี่ยวกับสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดตาขี้เกียจในเด็ก พร้อมทั้งวิธีการป้องกันและดูแลลูกน้อยของคุณตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อให้พวกเขามีพัฒนาการทางสายตาที่ดีที่สุด     โรคตาขี้เกียจในเด็กคืออะไร? ภาวะสายตาที่เกิดขึ้นบ่อยในเด็ก ตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy Eye) คือภาวะที่ตาข้างใดข้างหนึ่งมองเห็นไม่ชัดเท่าข้างที่เหลือ ซึ่งเกิดจากการสูญเสียพัฒนาการของการมองเห็นในช่วงวัยเด็ก โดยทั่วไปพัฒนาการการมองเห็นในเด็กจะเกิดขึ้นตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 7 ปี หากไม่ได้รับการรักษาในช่วงนี้ อาจส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติหรือสูญเสียการมองเห็นในระยะยาว     อาการที่บ่งชี้ว่าลูกเป็นตาขี้เกียจในเด็ก โรคตาขี้เกียจในเด็กมักสังเกตได้ยาก และเด็กเองก็อาจไม่ทราบว่ามีปัญหากับการมองเห็นที่ตาข้างใดข้างหนึ่ง ยกเว้นในกรณีที่มีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน โดยมักมีอาการดังนี้ การมองเห็นของตาข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้ง 2 ข้างลดลง มีอาการตาเหล่ เด็กอาจต้องเอียงศีรษะหรือปิดตาข้างหนึ่งเพื่อให้มองเห็นได้ชัด การกะระยะหรือการวัดระยะห่างระหว่างวัตถุทำได้ยาก ดวงตามักเบนเข้าหรือออกจากกัน ปวดศีรษะบ่อยครั้งจากการพยายามมอง     โรคตาขี้เกียจในเด็กเกิดจากอะไร? สาเหตุหลักและปัจจัยเสี่ยง การทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้จะช่วยให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบและป้องกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ มาดูกันว่าสาเหตุอะไรบ้างที่สามารถทำให้เด็กเสี่ยงต่อการเกิดโรคตาขี้เกียจในเด็ก ภาวะสายตาผิดปกติที่แตกต่างกัน เด็กที่มีสายตาผิดปกติและค่าสายตาทั้งสองข้างแตกต่างกันมากอาจเสี่ยงต่อการเกิดตาขี้เกียจในเด็ก เนื่องจากแสงที่เข้าสู่เลนส์ตาทั้งสองข้างไม่เท่ากัน ทำให้สมองตอบสนองกับตาข้างที่สามารถรับแสงได้ดีขึ้น ส่วนดวงตาอีกข้างที่มองเห็นไม่ชัดจะไม่ได้รับการใช้งานเท่าที่ควร ส่งผลให้การพัฒนาการของดวงตาข้างนั้นช้ากว่าข้างที่ใช้งานมากขึ้น จึงมีโอกาสสูงที่จะเกิดโรคตาขี้เกียจได้ ตาเขและตาเหล่ การที่ดวงตาทั้งสองข้างไม่ประสานกันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดตาขี้เกียจในเด็ก โดยปกติแล้วดวงตาทั้งสองข้างจะมองตรงและรวมภาพให้เป็นหนึ่งเดียว แต่หากตาข้างใดข้างหนึ่งมองตรงในขณะที่อีกข้างมองเบี่ยงไปด้านข้าง ด้านบน หรือด้านล่าง ซึ่งเกิดจากกล้ามเนื้อตาผิดปกติ จะทำให้มองเห็นภาพซ้อน เด็กที่มีอาการตาเขหรือตาเหล่มักเลือกใช้ตาข้างที่มองตรงเพียงข้างเดียว เพื่อหลีกเลี่ยงการเห็นภาพซ้อน หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาการมองเห็นของเด็ก ความผิดปกติที่ทำให้การมองเห็นไม่ชัด โรคตาขี้เกียจในเด็กนี้เกิดจากสิ่งบางอย่างที่บดบังการมองเห็นของดวงตา ทำให้แสงไม่สามารถรวมตัวกันและตกลงบนจอตาได้อย่างถูกต้อง จึงทำให้มองเห็นภาพไม่ชัด เช่น การเป็นต้อกระจก หนังตาตกแต่กำเนิด หรือมีแผลที่กระจกตา     การรักษาตาขี้เกียจในเด็ก วิธีการต่างๆ ที่ช่วยให้การมองเห็นดีขึ้น แนวทางการรักษาโรคตาขี้เกียจในเด็กจะมุ่งไปที่การแก้ไขความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของอาการ และกระตุ้นให้ผู้ป่วยใช้งานดวงตาข้างที่มีปัญหามากขึ้น เพื่อช่วยให้สมองประสานการทำงานกับดวงตาข้างนั้น เช่น สวมแว่นสายตา การสวมแว่นสายตาหรือคอนแท็กต์เลนส์สามารถช่วยแก้ไขปัญหาสายตาของผู้ป่วยที่มีความแตกต่างระหว่างสายตาทั้งสองข้างได้ โดยช่วยให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น และกระตุ้นให้สมองทำงานประสานกับดวงตาข้างที่มีปัญหาตาขี้เกียจมากขึ้น ซึ่งจะช่วยพัฒนาการทำงานของสายตาทั้งสองข้างให้มีความสมดุลและเป็นปกติ ปิดหรือครอบตา แพทย์มักแนะนำให้ผู้ป่วยสวมที่ครอบตาหรือปิดตาข้างที่ปกติเป็นระยะเวลาประมาณ 2-6 ชั่วโมงต่อวันในช่วงเวลาที่ใช้งานดวงตา เพื่อกระตุ้นให้ดวงตาเด็กข้างที่มีปัญหาตาขี้เกียจได้ใช้งานมากขึ้น วิธีนี้ช่วยกระตุ้นการพัฒนาของดวงตาข้างที่ผิดปกติจนการมองเห็นทั้งสองข้างเท่ากันได้ จักษุแพทย์จะวางแผนการรักษาและประเมินผลเป็นระยะ เนื่องจากอาการและการตอบสนองต่อการรักษาอาจแตกต่างกันไปตามอายุและความรุนแรงของโรคในเด็กแต่ละคน ใช้ยาหยอดตา ยาหยอดตาที่มีสารอะโทรปีนจะหยอดลงในตาข้างที่ปกติสัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อทำให้ภาพเบลอชั่วคราว ซึ่งช่วยให้ดวงตาข้างที่มีปัญหาตาขี้เกียจได้ใช้งานมากขึ้น อย่างไรก็ตามการใช้ยานี้อาจทำให้ตาข้างที่หยอดมีความไวต่อแสงมากขึ้นในช่วงเวลานั้น ผ่าตัดดวงตา หากการรักษาด้วยวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ช่วยให้ตำแหน่งของดวงตากลับมาเป็นปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ทำการผ่าตัดกล้ามเนื้อดวงตา เพื่อให้ดวงตาทำงานได้ตามปกติ โดยเฉพาะในกรณีของเด็กที่มีภาวะตาเข ตาเหล่ ต้อกระจก หรือหนังตาตก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของตาขี้เกียจในเด็ก การผ่าตัดกล้ามเนื้อดวงตาจึงช่วยให้ดวงตากลับมาทำงานได้เป็นปกติ     ป้องกันตาขี้เกียจในเด็ก ดูแลและตรวจสอบตั้งแต่แรกเริ่ม การป้องกันการเกิดตาขี้เกียจในเด็กตั้งแต่ระยะเริ่มต้นสามารถทำได้ เพื่อให้การพัฒนาการการมองเห็นเป็นไปอย่างเต็มที่ ดังนี้ สังเกตดวงตาเด็กตั้งแต่แรกเกิดว่ามีขนาดปกติหรือไม่ และตรวจสอบว่ามีสิ่งใดบดบังตาดำของเด็กหรือไม่ เมื่อเด็กอายุ 2-3 เดือน ควรสังเกตว่าเด็กสามารถจ้องมองเราขณะให้นมหรือไม่ หากไม่ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เมื่อเด็กอายุ 6 เดือน ควรสังเกตว่าเด็กสามารถจ้องมองตามวัตถุได้ในขณะที่ตาอยู่นิ่ง หากตาไม่คงที่ ควรปรึกษาจักษุแพทย์ เมื่อเด็กอายุประมาณ 3 ปี สายตาจะใกล้เคียงกับผู้ใหญ่ ควรทดสอบสายตาด้วยการให้มองภาพขนาดต่างๆ และพาเด็กไปพบจักษุแพทย์เพื่อประเมินระดับการมองเห็น สรุป ตาขี้เกียจในเด็ก (Lazy Eye) คือภาวะที่การมองเห็นของดวงตาข้างหนึ่งพัฒนาช้าหรือไม่ดีเท่าดวงตาข้างอื่น ซึ่งมักเกิดในช่วงอายุ 1-7 ปี สาเหตุหลักๆ ได้แก่ สายตาผิดปกติที่มีความแตกต่างกันมาก ตาเขหรือตาเหล่ และปัญหาทางกายภาพอื่นๆ เช่น ต้อกระจกหรือหนังตาตก การรักษามักเริ่มด้วยการสวมแว่นสายตาหรือใช้การปิดตา (ครอบตา) เพื่อกระตุ้นให้ดวงตาข้างที่มีปัญหาทำงานมากขึ้น ในบางกรณีอาจต้องใช้ยาหยอดตาหรือผ่าตัดเพื่อแก้ไขปัญหากล้ามเนื้อตา หากต้องการวินิจฉัยและรักษาตาขี้เกียจในเด็กBangkok Eye Hospitalมีจักษุแพทย์ที่ชำนาญการพร้อมบริการพร้อมให้บริการด้วยมาตรฐานสูง เพื่อให้ลูกของคุณได้รับการดูแลที่เหมาะสมและตรงตามความต้องการ
ศูนย์รักษาตาเด็ก

รู้ทันโรคตาในเด็กที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง พร้อมวิธีสังเกตอาการเบื้องต้น

ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้และพัฒนาได้อย่างเต็มที่ หากลูกของคุณมีปัญหาทางสายตาตั้งแต่เด็ก อาจส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้และพัฒนาการของพวกเขา ดังนั้น การทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “โรคตาในเด็ก” และวิธีดูแลรักษาสุขภาพตาจึงเป็นสิ่งสำคัญ บทความนี้พาไปรู้จักกับโรคตาในเด็กที่พบบ่อย อาการที่ต้องสังเกต วิธีรักษา และแนวทางป้องกัน เพื่อให้สามารถดูแลสุขภาพดวงตาของลูกน้อยได้อย่างมีประสิทธิภาพ โรคตาในเด็กมีหลายประเภท เช่น ตาขี้เกียจ ตาเข และสายตาผิดปกติแต่กำเนิด ซึ่งมีสาเหตุจากพันธุกรรม พฤติกรรมการใช้สายตา และปัจจัยภายนอก สัญญาณเตือนที่ควรสังเกต ได้แก่ การขยี้ตาบ่อย การหรี่ตาหรือเอียงศีรษะเมื่อมอง อาการปวดศีรษะหรือปวดตาประจำ และการนั่งใกล้โทรทัศน์หรือถือหนังสือชิดตามากเกินไป การรักษามีหลายวิธี ทั้งการใช้แว่นตา การปิดตาข้างดี และการผ่าตัด โดยขึ้นอยู่กับประเภทของโรคและระดับความรุนแรง ควรพาเด็กตรวจตาตามช่วงวัย คือ แรกเกิดถึง 6 เดือน อายุ 3 ปี อายุ 5 - 6 ปี และหลังจากนั้นทุก 1 - 2 ปี หรือบ่อยกว่านั้นหากมีปัญหาสายตา     โรคตาในเด็กมีอะไรบ้าง? สาเหตุเกิดจากอะไร โรคตาในเด็กมีสาเหตุมากมาย ทั้งจากปัจจัยทางพันธุกรรมที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น พฤติกรรมการใช้สายตาที่ไม่ถูกต้องหรือมากเกินไป และปัจจัยภายนอกซึ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญ เช่น การติดเชื้อที่เกิดขึ้นในดวงตาหรืออุบัติเหตุที่ส่งผลกระทบต่อดวงตาโดยตรง ซึ่งโรคตาประเภทต่างๆ เหล่านี้มักพบได้บ่อยในวัยเด็ก และมีความหลากหลายในรูปแบบของอาการและความรุนแรง ดังนี้ 1. ตาขี้เกียจ (Amblyopia) ตาขี้เกียจเป็นภาวะที่ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งมีพัฒนาการด้านการมองเห็นที่ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้สายตาข้างนั้นไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน แม้ไม่มีปัญหาทางกายภาพของดวงตา สาเหตุหลักของภาวะนี้มีหลายประการ ได้แก่ สายตาสั้นหรือยาวแต่กำเนิดในข้างใดข้างหนึ่ง ภาวะตาเข (Strabismus) หรือการมีโรคทางตาตั้งแต่กำเนิด เช่น ต้อกระจกแต่กำเนิด การวินิจฉัยและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ มีความสำคัญมากต่อการป้องกันปัญหาการมองเห็นในระยะยาว 2. ตาเข (Strabismus) ภาวะตาเขเกิดขึ้นเมื่อดวงตาทั้งสองข้างไม่สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างสมดุล ส่งผลให้การมองเห็นผิดปกติและมีอาการตาเหล่อย่างชัดเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและทันท่วงที อาจนำไปสู่การพัฒนาเป็นภาวะตาขี้เกียจ ซึ่งเป็นสภาวะที่สมองเลือกละเลยภาพจากตาข้างที่มีปัญหา ทำให้การมองเห็นและการประมวลผลภาพบกพร่องในระยะยาว 3. สายตาสั้นหรือสายตายาวแต่กำเนิด เด็กบางรายอาจมีภาวะสายตาสั้นหรือสายตายาวมาตั้งแต่กำเนิด ส่งผลให้ประสบปัญหาการมองเห็นไม่ชัดเจน ซึ่งอาจกระทบต่อพัฒนาการด้านการเรียนรู้ในระยะยาว หากไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและแก้ไขอย่างทันท่วงที ความบกพร่องทางสายตาเหล่านี้สามารถเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการรับรู้สิ่งแวดล้อม การอ่านหนังสือ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ     อาการแบบไหนที่บ่งบอกว่าลูกมีปัญหาทางสายตา พ่อแม่ควรเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูกๆ อย่างใกล้ชิดเพื่อตรวจหาสัญญาณบ่งชี้ปัญหาทางสายตา สัญญาณเตือนที่พบบ่อยประกอบด้วยอะไรบ้าง ไปดูกัน! การขยี้ตาโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน การหรี่ตาหรือเอียงศีรษะเมื่อมองวัตถุ อาการปวดศีรษะหรือปวดตาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ พฤติกรรมการนั่งใกล้โทรทัศน์หรือถือหนังสือชิดตามากเกินไป มีความยากลำบากในการมองเห็นภายใต้สภาวะแสงน้อย หากผู้ปกครองสังเกตเห็นอาการใดๆ เหล่านี้ การพาลูกไปพบหมอรักษาตาเด็กเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างครอบคลุมเป็นสิ่งสำคัญมากเพื่อป้องกันปัญหาทางสายตาที่อาจส่งผลระยะยาว     วิธีการรักษาโรคตาในเด็ก การรักษาโรคตาในเด็กขึ้นอยู่กับประเภทของโรคและระดับความรุนแรง วิธีการรักษาที่พบบ่อยมีดังนี้ การใช้แว่นตาสำหรับเด็กที่มีปัญหาสายตาสั้น สายตายาว หรือสายตาเอียง แว่นตาช่วยปรับแก้ความผิดปกติของการหักเหแสงในดวงตา ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนขึ้น การปิดตาข้างดีใช้ในการรักษาตาขี้เกียจ เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่มีปัญหาทำงานหนักขึ้น วิธีนี้ช่วยบังคับให้สมองรับสัญญาณจากตาข้างที่อ่อนแอ เสริมสร้างการเชื่อมต่อระหว่างตาและสมอง การผ่าตัดในกรณีที่มีปัญหาต้อกระจกแต่กำเนิดหรือตาเขที่รุนแรง การผ่าตัดช่วยแก้ไขความผิดปกติทางโครงสร้าง ฟื้นฟูการมองเห็น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนในระยะยาว วิธีป้องกันโรคตาในเด็ก วิธีป้องกันโรคตาในเด็กสามารถทำได้ดังนี้ หลีกเลี่ยงการให้เด็กใช้สายตาหนักเกินไปจำกัดเวลาการใช้หน้าจอดิจิทัลและสนับสนุนให้พักสายตาทุก 20 นาทีด้วยการมองไกลอย่างน้อย 20 วินาที เพื่อลดความเมื่อยล้าและความเครียดของกล้ามเนื้อตา ให้เด็กได้รับสารอาหารที่ช่วยบำรุงสายตาเสริมอาหารที่อุดมด้วยวิตามินเอจากผักใบเขียว แคร์รอต ฟักทอง และเพิ่มแหล่งโอเมก้า-3 จากปลาทะเลน้ำลึก ถั่วและเมล็ดพืช ซึ่งช่วยในการพัฒนาและบำรุงเซลล์ประสาทตา กระตุ้นให้เด็กเล่นกลางแจ้งส่งเสริมกิจกรรมนอกบ้านอย่างน้อยวันละ 1 - 2 ชั่วโมง เนื่องจากแสงธรรมชาติและการมองในระยะไกลช่วยชะลอการเกิดสายตาสั้นและส่งเสริมการพัฒนาการมองเห็นที่สมดุล ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำพาเด็กไปพบหมอรักษาตาเด็กเพื่อตรวจวัดสายตาอย่างน้อยปีละครั้ง และทันทีที่สังเกตเห็นอาการผิดปกติ เช่น การขยี้ตาบ่อย การมองใกล้เกินไป หรือการร้องเรื่องปวดศีรษะ     อาการผิดปกติแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์? หากลูกๆ ของคุณมีอาการต่อไปนี้ ควรพาไปพบหมอรักษาตาเด็กโดยเร็ว ตาแดง บวม หรือมีขี้ตามากผิดปกติอาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อหรือการอักเสบของดวงตา ซึ่งหากปล่อยไว้อาจลุกลามและส่งผลเสียต่อการมองเห็นได้ มองเห็นภาพซ้อนภาวะมองเห็นภาพซ้อนอาจเป็นสัญญาณของปัญหาทางระบบประสาทหรือกล้ามเนื้อตา ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ตาไวต่อแสงหรือมีน้ำตาไหลมากผิดปกติอาการแพ้แสงหรือน้ำตาไหลมากเกินปกติอาจเป็นอาการของโรคตาหลายชนิด รวมถึงภาวะตาแห้งหรือการติดเชื้อที่ต้องการการรักษา ไม่สามารถจ้องมองหรือโฟกัสสิ่งของได้ปัญหาในการโฟกัสอาจบ่งชี้ถึงความผิดปกติของการมองเห็นที่อาจส่งผลต่อพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก มีปัญหาการมองเห็นกลางคืนประสิทธิภาพการมองเห็นในที่มืดลดลงอาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติของจอประสาทตาหรือเลนส์ตา ซึ่งควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากจักษุแพทย์     ควรพาลูกไปตรวจตาเมื่อไร จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำไหม? ส่วนใหญ่หมอรักษาตาเด็กจะแนะนำให้เด็กตรวจสุขภาพตาตามช่วงวัยดังนี้ แรกเกิดถึง 6 เดือนตรวจคัดกรองปัญหาทางตาตั้งแต่แรกเกิด เพื่อตรวจจับความผิดปกติเบื้องต้น เช่น ต้อกระจก หรือปัญหาโครงสร้างลูกตา ซึ่งเป็นการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต อายุ 3 ปีตรวจสุขภาพตาเพื่อดูพัฒนาการของการมองเห็น ประเมินความสามารถในการมองเห็นและสุขภาพตาโดยรวม รวมถึงตรวจหาภาวะตาเขและสายตาผิดปกติที่อาจเริ่มปรากฏในวัยนี้ อายุ 5 - 6 ปีตรวจสายตาก่อนเข้าโรงเรียน เพื่อให้แน่ใจว่าเด็กไม่มีปัญหาสายตาที่จะเป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ โดยเฉพาะการอ่านและการมองกระดานในห้องเรียน หลังจากนั้นควรตรวจทุก 1 - 2 ปี หรือบ่อยกว่านั้นหากมีปัญหาสายตา เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของสายตาในช่วงเติบโต และปรับแก้ไขความผิดปกติได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่มีการใช้สายตามากขึ้น รักษาโรคตาในเด็ก ที่ศูนย์รักษาตาเด็ก Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากต้องการรักษาโรคตาในเด็ก แนะนำมาปรึกษาและรักษาได้ที่ศูนย์รักษาตาเด็ก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยจักษุแพทย์ผู้มากความรู้เกี่ยวกับดวงตาและและทีมงานที่มีประสบการณ์ และจุดเด่นดังนี้ โรงพยาบาลมีจักษุแพทย์มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป โรคตาในเด็กเป็นเรื่องที่พ่อแม่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากดวงตาที่แข็งแรงมีผลต่อพัฒนาการของลูก การสังเกตอาการผิดปกติ การป้องกันที่เหมาะสม และการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาสายตาได้ หากคุณสงสัยว่าลูกของคุณมีปัญหาทางสายตา ควรพาไปพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด และอย่าลืมดูแลสุขภาพดวงตาของลูกน้อยอย่างสม่ำเสมอ หากต้องการรักษาโรคตาในเด็ก แนะนำมาที่ศูนย์โรคตาเด็กBangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

ตากุ้งยิงเกิดจากอะไร? หาสาเหตุ อาการ การรักษา และการดูแลตัวเอง

ตากุ้งยิงอาการเริ่มต้นคือการพบตุ่มหนองหรือมีอาการบวมคันบริเวณเปลือกตา ตากุ้งยิงพบได้ง่ายและหายเองได้ แต่อาการตากุ้งยิงในบางคนอาจเกิดความเจ็บปวดหรือคันที่รุนแรงกว่าปกติ ในกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยและให้ความดูแลเพิ่มเติม บทความนี้จะพาไปรู้จักกับอาการตากุ้งยิงและวิธีดูแลตัวเองอย่างเหมาะสมหากพบตากุ้งยิงไปจนถึงวิธีรักษาตากุ้งยิงเพื่อลดความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น ตากุ้งยิงคืออาการระคายเคือง บวม หรือคันและเป็นตุ่มหนองบริเวณเปลือกตา โดยมีสาเหตุมาจากการอุดตันของต่อมไขมันหรือการติดเชื้อแบคทีเรีย ตากุ้งยิงมี 2 ประเภทขึ้นอยู่กับบริเวณที่เกิดตากุ้งยิง ได้แก่ ตากุ้งยิงชนิดภายนอก และตากุ้งยิงชนิดภายใน อาการของตากุ้งยิงนั้นหายเองได้เมื่อตุ่มหนองนั้นแตกและระบายสิ่งอุดตันออกจนหมด แต่หากมีอาการข้างเคียงเพิ่มเติมควรปรึกษาแพทย์เพิ่มวินิจฉัยและทำการรักษา การรักษาตากุ้งยิง แพทย์อาจใช้ยาหยอดหรือยาป้ายร่วมกับยาปฏิชีวนะหากมีความเจ็บปวดหรืออาการแพร่กระจายรุนแรงมาก ทำความรู้จักตากุ้งยิง คืออะไร ตากุ้งยิงเกิดจากเชื้อแบคทีเรียบริเวณเปลือกตา มีลักษณะเป็นตุ่มฝีหรือหนอง มักเกิดขึ้นบริเวณเปลือกตาที่มีผิวบอบบางและถูกสัมผัสด้วยมือที่ไม่สะอาดหรือช่วงที่ภูมิคุ้มกันตกและร่างกายอ่อนแอ โดยวิธีรักษาตากุ้งยิงอาจทำได้ด้วยตนเองคือระบายหนองในตุ่มเหล่านั้นออก แต่หากมีความรุนแรงมากหรือเป็นอาการตากุ้งยิงไม่มีหัวจะก่อให้เกิดความระคายเคืองและติดเชื้อได้     ตากุ้งยิง มีกี่ประเภท ตากุ้งยิงยังมี 2 ประเภทที่จำแนกจากสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งจะส่งผลต่อการวินิจฉัยและแนวทางในการรักษาด้วย ตากุ้งยิงแบบติดเชื้อ (Hordeolum) ตากุ้งยิงแบบติดเชื้อ (Hordeolum) เกิดจากการติดเชื้อ Staphylococcus aureus ที่บริเวณต่อมไขมันและรูขุมขนบริเวณดวงตาจนบวมแดงและเจ็บปวด การรักษาทำได้ควบคู่กับการรับยาจากแพทย์ร่วมด้วยเพื่อไม่ให้มีการติดเชื้อซ้ำ โดยการติดเชื้อนี้จำแนกออกได้ ดังนี้ การติดเชื้อภายนอก External Hordeolum ซึ่งจะเห็นตุ่มหนองบริเวณเปลือกตาด้านนอกหรือขอบตา การติดเชื้อภายใน Internal Hordeolum ซึ่งจะมีตุ่มหนองด้านในเปลือกตาติดกับดวงตายังมองเห็นได้ยากกว่า ตากุ้งยิงแบบไม่ติดเชื้อ (Chalazion) ตากุ้งยิงแบบไม่ติดเชื้อ (Chalazion) มีสาเหตุมาจากฝุ่นผงที่อุดตามรูขุมขนและทำให้ไม่สามารถระบายไขมันออกมาได้จนเกิดเป็นตุ่มหนองแต่มักจะไม่เจ็บปวด สามารถระบายหนองหรือไขมันอุดตันออกได้เองแต่ต้องใส่ใจความสะอาดเป็นอย่างมากเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดแผลที่นำไปสู่การติดเชื้อและกลายเป็นตากุ้งยิงชนิดติดเชื้อในอนาคต     อาการตากุ้งยิง มีอะไรบ้าง ตากุ้งยิงอาการเริ่มต้นจะมีลักษณะคล้ายสิว แต่หลายคนอาจมีไข้ร่วมด้วยหากมีความรุนแรงของการติดเชื้อ โดยอาการของตากุ้งยิงมีดังนี้ เกิดตุ่มนูนที่เปลือกตา เปลือกตาบวมแดง คันตา อาจมีน้ำตาไหล ดวงตาพร่ามัวและไวต่อแสง ระคายเคือง ไม่สบายตา     สาเหตุตากุ้งยิง เกิดจากอะไร ตากุ้งยิงอาจเกิดได้จากหลายปัจจัยที่ทำให้เกิดความผิดปกติของต่อมไขมันหรือรูขุมขนบริเวณเปลือกตา เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียเมื่อสัมผัสดวงตาด้วยมือที่ไม่สะอาด การอุดตันของฝุ่นผงที่รูขุมขน ต่อมไขมันอุดตันไม่สามารถระบายออกได้ ล้างเครื่องสำอางไม่หมดทำให้เกิดสิ่งสกปรกตกค้าง การเกิดตากุ้งยิงซ้ำสำหรับผู้ที่เคยเป็นตากุ้งยิงมาก่อน การใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่ระคายเคืองหรือนานเกินกว่าที่อายุคอนแท็กต์เลนส์กำหนด ภูมิคุ้มกันตกหรือร่างกายอ่อนแอ ทำให้ร่างกายไวต่อสิ่งสกปรกและแบคทีเรีย ไขข้อสงสัย ตากุ้งยิงหายเองได้ไหม ตากุ้งยิงสามารถหายเองได้ โดยตุ่มหนองอาจแตกและยุบเองในระยะเวลา 3 - 4 วัน ผู้ที่มีอาการตากุ้งยิงอาจใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นประคบเพิ่มที่บริเวณดวงตาเพื่อช่วยระบายหนองและไขมันที่อุดตันออก อย่างไรก็ตาม หากมีการระบายหนองและไขมันออก จะต้องให้ความสำคัญกับความสะอาดเพื่อป้องกันการกลับมาติดเชื้อซ้ำ และหากมีการระบายหนองออกไม่หมด ตุ่มไม่ยุบตัวลงและเกิดหนองคั่งค้าง อาจเกิดอาการที่ตุ่มหนองแข็งเป็นไต อาการติดเชื้ออาจขยายวงกว้างและลุกลามไปยังบริเวณแก้มเพิ่มได้ โดยจะทำให้มีอาการเจ็บปวดมากขึ้นและติดเชื้อรุนแรง หากมีอาการเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยอาการและทำการรักษา วินิจฉัยอาการตากุ้งยิงโดยแพทย์ การวินิจฉัยการรักษาตากุ้งยิงโดยแพทย์นั้น เนื่องจากผู้ป่วยตากุ้งยิงอาจมีอาการติดเชื้อในวงกว้างหรือมีความเจ็บปวดมาก บางคนอาจเกิดอาการตาพร่ามัว มองไม่ชัด หรือตากุ้งยิงบวมมากจนหนังตาปิด แพทย์จะรักษาด้วยยาหยอดหรือยาป้าย และอาจใช้ยาปฏิชีวนะร่วมด้วยหากผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวดมาก หรือวินิจฉัยตำแหน่งของตากุ้งยิงภายในและภายนอกเพิ่มเติม ร่วมกับการสังเกตการติดเชื้อหรืออุดตัน     แนวทางการรักษาตากุ้งยิงโดยแพทย์ แพทย์จะทำการเจาะตุ่มหนองและขูดเอาหนองที่ตกค้างออกเพื่อระบายส่วนที่อุดตันให้หมดและไม่เกิดอาการซ้ำ โดยขั้นตอนนี้ควรอยู่ในการปฏิบัติงานโดยจักษุแพทย์เท่านั้น เนื่องจากหากความสะอาดไม่เพียงพออาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้ จากนั้นอาจมีการใช้ยาหยอด ยาป้าย หรือยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมตามการวินิจฉัย เตรียมตัวก่อนเจาะตากุ้งยิง ก่อนที่ผู้ป่วยจะเข้ารับการรักษาตากุ้งยิงหรือก่อนการเจาะตากุ้งยิง ควรมีการเตรียมตัว ดังนี้ หลีกเลี่ยงฝุ่นควัน หรือมลภาวะที่อาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือการอุดตันเพิ่ม งดกินยาที่เกี่ยวข้องกับการแข็งตัวของเลือด เช่น Warfarin หรือ Aspirin และควรปรึกษาการใช้ยาอื่นๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์ก่อนเข้ารับการเจาะตากุ้งยิง ในวันที่เข้ารับการเจาะตากุ้งยิง ควรงดการแต่งหน้า งดใช้ครีมหรืองดส่วนผสมของน้ำมัน ล้างหน้าและสระผมให้สะอาดเพื่อป้องกันการอุดตันหรือสิ่งสกปรก การดูแลตัวเองหลังเจาะตากุ้งยิง เมื่อเข้ารับการรักษาตากุ้งยิงแล้ว เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ทำให้เกิดการอุดตันหรือติดเชื้อซ้ำ ควรดูแลตนเองหลังการเจาะตากุ้งยิง ดังนี้ ผู้ป่วยตากุ้งยิงควรปิดตาตามกำหนดที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รับประทานยาหรือใช้ยาหยอดและยาป้ายตามที่แพทย์สั่งให้ครบถ้วน เมื่อเปิดผ้าปิดตา ควรทำความสะอาดรอบดวงตาด้วยสำลีหรือผ้าสะอาด โดยชุบน้ำอุ่นและบิดหมาดก่อนเช็ดรอบดวงตาเบาๆ งดการแต่งหน้าหรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่อาจก่อให้เกิดอาการระคายเคืองหรืออุดตาบริเวณรอบดวงตา งดการใส่คอนแท็กต์เลนส์ที่อาจทำให้ดวงตาสัมผัสสิ่งสกปรกได้ง่าย หลีกเลี่ยงการสัมผัสดวงตาเพื่อลดโอกาสของการติดเชื้อหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ดวงตา สังเกตอาการหลังการรักษา หากพบอาการบวมแดงไม่ยุบตัว หรือดวงตาพร่ามัวมองเห็นไม่ชัด ให้รีบพบแพทย์โดยเร็ว     ดูแลตัวเองอย่างไร ให้ห่างไกลตากุ้งยิง วิธีปฏิบัติตนเบื้องต้นที่จะป้องกันไม่ให้เกิดตากุ้งยิงหรือเพื่อไม่ให้เป็นตากุ้งยิงซ้ำ ทำได้ดังนี้ ทำความสะอาดร่างกายโดยเฉพาะการล้างมือบ่อยๆ เพื่อไม่ให้นำสิ่งสกปรกไปจับดวงตา ล้างหน้าให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอ ล้างเครื่องสำอางให้หมดจด เนื่องจากเครื่องสำอางตกค้างอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อหรือน้ำมันจากเครื่องสำอางอาจเป็นสาหเตุของการอุดตันผิวบริเวณรอบดวงตา หมั่นใส่ใจความสะอาดของคอนแท็กต์เลนส์ เลือกคอนแท็กต์เลนส์ที่ไม่ทำให้ระคายเคืองดวงตาและเปลี่ยนคอนแท็กต์เลนส์ตามอายุการใช้งานอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการขยี้ดวงตาหรือจับดวงตาแรงๆ ประคบอุ่นที่บริเวณดวงตาเพื่อลดการอุดตันของไขมัน โดยเฉพาะหากเพิ่งรักษาตากุ้งยิงหาย เพื่อไม่ให้เกิดอาการตากุ้งยิงซ้ำอีก สังเกตอาการอยู่เสมอ หากพบอาการปวดบวมหรือตุ่มหนองบริเวณใกล้ดวงตาให้ปรึกษาแพทย์ หากมีอาการที่เกี่ยวข้องกับดวงตา ให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด รักษาตากุ้งยิง ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร ตากุ้งยิง อาการทั่วไปที่อาจพบได้ไม่ยากแต่สามารถสร้างความรุนแรงได้หากรักษาไม่ถูกวิธีหรือปล่อยไว้จนกระจายเป็นวงกว้าง หากพบอาการตากุ้งยิงที่รุนแรงหรือมีอาการอื่นร่วมด้วยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนสายเกินแก้ แนะนำให้เข้ามารักษาที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่โดดเด่นด้วยจุดเด่นดังนี้ ทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย ให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัยที่แม่นยำ การรักษาที่เหมาะสม ตลอดจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ตากุ้งยิง คือการเกิดตุ่มหนองบริเวณเปลือกตาหรือรอบดวงตา เกิดขึ้นได้จากการติดเชื้อหรือการอุดตันของต่อมไขมันและรูขุมขน ตากุ้งยิงเป็นอาการที่หายเองได้เมื่อตุ่มหนองแตกเองและมีการยุบตัว แต่ในผู้ป่วยตากุ้งยิงหลายคนอาจระบายหนองไม่หมดและเกิดตากุ้งยิงซ้ำได้ เพื่อประสิทธิภาพการรักษาที่ดี ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการรักษา และควรดูแลตัวเองตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการเกิดตากุ้งยิงซ้ำหรือการเกิดตากุ้งยิงที่รุนแรงจนถึงขั้นรบกวนการมองเห็นและดวงตาพร่ามัว รักษาตากุ้งยิงได้ที่ศูนย์โรคจอประสาทตา Bangkok Eye Hospital ที่นี่มีจักษุแพทย์ที่มากไปด้วยประสบการณ์ มีเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัยและการบริการที่เอาใจใส่ตลอดการรักษา
ศูนย์รักษาต้อกระจก
ศูนย์รักษาจอประสาทตา
ศูนย์เลสิก LASER VISION
ศูนย์รักษาต้อหิน
ศูนย์รักษากระจกตา
ศูนย์รักษาตาเด็ก
ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งรอบดวงตา
ศูนย์รักษาจักษุประสาทวิทยา

กระจกตาเป็นฝ้า : สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ

กระจกตาเป็นฝ้า สาเหตุ วิธีการรักษา และทางเลือกที่ใช่สำหรับคุณ ณ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ กระจกตาเปรียบเสมือนหน้าต่างบานแรกที่แสงจะผ่านเข้าสู่ดวงตา หาก "กระจกตา" เกิดขุ่นมัว การมองเห็นย่อมได้รับผลกระทบ "กระจกตาเป็นฝ้า" เป็นภาวะที่กระจกตาสูญเสียความใส ทำให้มองเห็นภาพมัว ไม่ชัดเจน หรือเห็นภาพซ้อน ส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวัน สาเหตุของกระจกตาเป็นฝ้า กระจกตาเป็นฝ้าอาจเกิดได้จากหลายปัจจัย ได้แก่ การติดเชื้อ เช่น เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือไวรัส ซึ่งอาจเกิดจากการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่ถูกสุขลักษณะ หรือการบาดเจ็บที่กระจกตา แผลที่กระจกตา เกิดจากการบาดเจ็บ การระคายเคืองจากฝุ่นละออง สารเคมี หรือการติดเชื้อ โรคทางพันธุกรรม เช่น โรคกระจกตาโค้งผิดปกติ (Keratoconus) ทำให้กระจกตาบางและโป่งนูนผิดปกติ ภาวะแทรกซ้อนจากโรคตา เช่น โรคตาอักเสบ การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์หยอดตาเป็นเวลานาน การสัมผัสสารเคมี เช่น สารฟอกขาว กรด ด่าง การขาดวิตามินเอ อาการของกระจกตาเป็นฝ้า มองเห็นภาพมัว อาจเป็นมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความขุ่นมัวของกระจกตา เห็นภาพซ้อน ตาแดง ปวดตา เคืองตา น้ำตาไหล แพ้แสง วิธีการรักษากระจกตาเป็นฝ้า การรักษากระจกตาเป็นฝ้าขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง โดยทั่วไปมีวิธีการรักษาดังนี้ การใช้ยา เช่น ยาหยอดตา ยาป้ายตา เพื่อลดการอักเสบ ฆ่าเชื้อ หรือรักษาตามสาเหตุ การผ่าตัด การปลูกถ่ายกระจกตา : ในกรณีที่กระจกตาเสียหายมาก การขัดกระจกตาด้วยเลเซอร์ : เช่น PTK การรักษาอื่นๆ เช่น การประคบอุ่น การใส่คอนแทคเลนส์ชนิดพิเศษ ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ พร้อมดูแลรักษากระจกตาเป็นฝ้าอย่างครบวงจร ด้วย ทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านกระจกตา : ประสบการณ์สูง เชี่ยวชาญ พร้อมให้คำปรึกษาและวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เทคโนโลยีที่ทันสมัย : เครื่องมือที่ได้มาตรฐานสากล ช่วยในการวินิจฉัยและรักษาอย่างแม่นยำ ปลอดภัย เครื่องตรวจวัดความโค้งของกระจกตา (Corneal Topography) เครื่องตรวจวัดความหนาของกระจกตา (Pachymetry) เลเซอร์ Excimer และ เลเซอร์ Femtosecond การดูแลอย่างครบวงจร : ตั้งแต่การตรวจวินิจฉัย การรักษา การติดตามผล จนกระทั่งหายเป็นปกติ บริการที่สะดวกสบาย : บรรยากาศเป็นกันเอง ใส่ใจทุกขั้นตอน คืนความใสการมองเห็นที่คมชัดให้กับดวงตาที่ศูนย์รักษาโรคกระจกตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและนัดหมายแพทย์ได้ที่ 02-511-2111  

ที่อยู่

ศูนย์โรคตาเด็ก - โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ

10/989 ซ.ประเสริฐมนูกิจ 33 แขวงนวลจันทร์ เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร 10230

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :