มุมสุขภาพตา : #ต้อกระจกในผู้สูงอายุ

เรียงตาม

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน การตัดสินในทำเลสิกเป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคนไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัด เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา ทำไม SMILE Pro ถึงเป็นเลสิกที่หลายคนเลือก เหตุผลสำคัญที่ทำให้ SMILE Pro ได้รับความนิยม คือความรู้สึกสบายใจตั้งแต่ก่อนทำ เพราะเป็นเลสิกที่ไม่ใช้ใบมีด และไม่ต้องเปิดฝากระจกตา รวมถึงตัวเครื่อง (VisuMax 800) ถูกออกแบบมาให้เปิดโล่ง เหมาะกับคนขี้กลัว หรือกลัวที่แคบ นอกจากนี้ยังมีจุดเด่นที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ ใช้เวลายิงเลเซอร์ เพียงแค่ 8 วินาทีต่อข้าง เหมาะกับคนที่กลัวการทำเลสิก แผลเล็ก ช่วยให้กระจกตาแข็งแรงในระยะยาว ลดโอกาสเกิดอาการตาแห้ง หลังทำสามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ค่อนข้างเร็ว SMILE Pro 2.0 ช่วยเพิ่มความแม่นยำได้อย่างไร หนึ่งในจุดเด่นสำคัญของ SMILE Pro 2.0 คือการออกแบบระบบให้ทุกขั้นตอนเชื่อมต่อกันอย่างต่อเนื่อง ลดความคลาดเคลื่อน และเพิ่มความแม่นยำในการรักษาแบบเลสิกไร้ใบมีดอย่างเห็นได้ชัด 1. ข้อมูลส่งตรง ลดความผิดพลาดจากมนุษย์ (Seamless Data Transfer) ข้อมูลสายตาที่ได้จากการตรวจวัด จะถูกส่งเข้าสู่เครื่องเลเซอร์โดยตรงผ่านระบบของ ZEISS โดยไม่ต้องคีย์ข้อมูลซ้ำ ลดโอกาสเกิดความผิดพลาดจากการกรอกข้อมูล ทำให้แผนการรักษาตรงกับค่าสายตาจริงมากขึ้น ผลลัพธ์มีความสม่ำเสมอในทุกเคส 2. วางแผนการรักษาอย่างแม่นยำ ด้วยข้อมูลระดับโลก (Integrated Planning) ระบบจะนำข้อมูลสายตาของคนไข้มาวิเคราะห์ร่วมกับฐานข้อมูลขนาดใหญ่จากทั่วโลก ช่วยวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Treatment) เพิ่มความแม่นยำในการแก้ไขสายตาเอียง โดยเฉพาะเคสที่ซับซ้อน ช่วยให้ผลลัพธ์หลังทำเลสิกมีความเสถียรและคมชัดมากขึ้น 3. ระบบช่วยเพิ่มความคมชัดระหว่างการรักษา (Precision Systems) SMILE Pro 2.0 มาพร้อมระบบอัจฉริยะที่ช่วยควบคุมความแม่นยำในระหว่างการยิงเลเซอร์ CentraLign® ช่วยจัดตำแหน่งการยิงเลเซอร์ให้ตรงกับจุดศูนย์กลางการมองเห็นจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งรูม่านตา OcuLign® ช่วยชดเชยการหมุนของลูกตาแบบอัตโนมัติในระหว่างการรักษา ทำให้เลเซอร์ยิงได้ตรงตำแหน่งตลอดเวลา ขอบคุณภาพจากบริษัท Carl Zeiss Co., Ltd SMILE Pro 2.0 ต่างจากเทคโนโลยีเลสิกแผลเล็กแบบเดิมอย่างไร เทคโนโลยี ปีที่เปิดตัว เครื่องเลเซอร์ จุดเด่นสำคัญ ReLEx SMILE 2011 VisuMax 500 จุดเริ่มต้นเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก 2–3 มม. ไม่เปิดฝากระจกตา ใช้เวลา 23 วินาที/ข้าง SMILE Pro 2021 VisuMax 800 เลเซอร์ความเร็วสูง 2 MHz ใช้เวลาเพียง 8 วินาที / ข้าง พร้อมระบบจัดกึ่งกลางอัตโนมัติ SMILE Pro 2.0 2025 VisuMax 800 ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ เชื่อมต่อข้อมูล Cloud + Big Data เพิ่มความแม่นยำสูงสุดด้วย CentraLign® และ OcuLign® SMILE Pro 2.0 คือก้าวสำคัญของเลสิกแผลเล็ก ที่ผสาน ความเร็ว ความแม่นยำ และ มีระบบอัจฉริยะ AI-driven planning เข้าด้วยกัน ทำไมหลายคนเลือกทำ SMILE Pro 2.0 ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital นอกจากเทคโนโลยีแล้ว ความเชี่ยวชาญของแพทย์และมาตรฐานของโรงพยาบาลก็เป็นสิ่งสำคัญ ที่ Laser Vision at Bangkok Eye Hospital ทีมจักษุแพทย์มีประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประสบการณ์รักษาคนไข้ทางด้านสายตามากกว่า 28 ปี และโรงพยาบาลยังผ่านการรับรองมาตรฐาน AACI จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพการรักษาในระดับสากล การผสานระหว่างประสบการณ์ทางการแพทย์และเทคโนโลยี SMILE Pro 2.0 ทำให้คนไข้มั่นใจได้ว่า การทำเลสิกไม่ได้จบแค่เห็นชัด แต่ต้องปลอดภัยและดูแลได้ในระยะยาว Q : SMILE Pro 2.0 เหมาะกับใคร?A : เหมาะกับผู้ที่มีสายตาสั้นหรือสายตาเอียง และต้องการเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก ฟื้นตัวไว Q : ทำ SMILE Pro 2.0 เจ็บไหม?A : ระหว่างทำจะมีการหยอดยาชา คนไข้ส่วนใหญ่รู้สึกเพียงแรงกดเล็กน้อย และใช้เวลาไม่นาน Q : หลังทำต้องพักฟื้นนานแค่ไหน?A : ส่วนใหญ่สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ภายใน 1–2 วัน รับชมวีดีโอ SMILE Pro 2.0 *หากวิดีโอไม่แสดงผล คลิก ที่นี่ ถ้าคุณกำลังมองหาเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็กในปี 2026 การตรวจประเมินสายตาอย่างละเอียดกับจักษุแพทย์ จะช่วยให้รู้ว่า SMILE Pro 2.0 เหมาะกับคุณหรือไม่ และช่วยให้คุณเลือกวิธีการทำเลสิกได้อย่างสบายใจที่สุด ทำนัด / สอบถามเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญ 📞 Call Center : 02-511-2111 ADD LINE 🏥 โรงพยาบาลเปิดบริการทุกวัน เวลา 08.00 – 20.00 น. บทความโดย รศ.นพ. อนันต์ วงศ์ทองศรี ประธานกรรมการบริหาร (CEO) และจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ จักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา (LASIK) ประสบการณ์ดูแลคนไข้มากกว่า 100,000 ดวงตา ประวัติแพทย์ นัดหมายปรึกษา
อ่านเพิ่มเติม

รู้ให้ทัน! โรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุ สัญญาณเตือนที่ไม่ควรมองข้าม

การเสื่อมถอยของเลนส์แก้วตาตามวัย หรือที่เรียกว่า “ภาวะต้อกระจก” (Age-Related Cataract) เป็นปรากฏการณ์ทางพยาธิสรีรวิทยาที่พบได้บ่อยในประชากรสูงอายุ โดยเฉพาะในช่วงอายุ 60 ปีขึ้นไป การตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจคัดกรองและการรักษาแต่เนิ่นๆ จึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นในผู้สูงอายุ   มาดูอาการของต้อกระจก พร้อมแนะนำวิธีการรักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุแบบครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การผ่าตัด และการดูแลหลังการรักษา พร้อมข้อควรระวังสำหรับผู้สูงวัย   ต้อกระจก (Cataract) เป็นอาการที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาทำให้เกิดการขุ่นมัว ส่งผลให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ตามปกติ ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นไม่ชัด เห็นแสงจ้า หรือเห็นภาพซ้อน สาเหตุหลักมาจากความเสื่อมตามวัย แต่อาจเร่งให้เกิดเร็วขึ้นได้จากโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง รวมถึงการได้รับรังสี UV มากเกินไป และพฤติกรรมเสี่ยงอย่างการสูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ อาการเริ่มแรกที่สังเกตได้คือการมองเห็นภาพเบลอหรือขุ่นมัว โดยเฉพาะในที่มีแสงน้อย รวมถึงการเห็นแสงจ้าเป็นวงแสงรอบดวงไฟ และการรับรู้สีที่ผิดเพี้ยนไปจากปกติ ทำให้ต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยกว่าปกติ การปล่อยทิ้งไว้โดยไม่รักษาอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ต้อหิน หรือการเสื่อมของจอประสาทตา การรักษาด้วยการผ่าตัดในระยะเริ่มต้นจะมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายน้อยกว่าการรักษาในระยะรุนแรง รวมถึงมีโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นได้ดีกว่า จึงควรปรึกษาจักษุแพทย์ทันทีที่สังเกตพบความผิดปกติ   ต้อกระจก คืออะไร ต้อกระจก (Cataract) เป็นอาการความผิดปกติทางจักษุวิทยาที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยเกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์แก้วตาตามธรรมชาติ ส่งผลให้โปรตีนภายในเลนส์ตาจับตัวกันและขุ่นมัว ทำให้แสงไม่สามารถส่องผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ป่วยมักมีอาการมองเห็นภาพไม่ชัดเจน เห็นแสงจ้า หรือมองเห็นภาพซ้อน ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อยๆ แย่ลงตามระยะเวลา หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรได้ ปัจจุบันการรักษาต้อกระจกด้วยวิธีการผ่าตัดมีความปลอดภัยสูงและให้ผลการรักษาที่น่าพึงพอใจ โดยแพทย์จะพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมตามระยะของโรคและสภาวะของผู้ป่วยแต่ละราย     สาเหตุของโรคต้อกระจกในผู้สูงอายุ ต้อกระจกสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดต้อกระจก ได้แก่ อายุที่มากขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น เลนส์แก้วตาจะค่อยๆ เสื่อมสภาพตามธรรมชาติ โปรตีนในเลนส์ตาจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและจับตัวกันเป็นก้อนทึบแสง ส่งผลให้การมองเห็นแย่ลงตามลำดับ พันธุกรรมผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นต้อกระจก โดยเฉพาะญาติสายตรง มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดภาวะต้อกระจกเร็วกว่าคนทั่วไป 2 - 3 เท่า โรคประจำตัวผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดต้อกระจกก่อนวัยอันควร เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงส่งผลต่อการเสื่อมของเลนส์ตา การใช้ยาบางชนิดการใช้ยาสเตียรอยด์เป็นระยะเวลานาน ทั้งชนิดรับประทานและชนิดหยอดตา อาจเร่งการเกิดต้อกระจกและทำให้อาการรุนแรงขึ้น การได้รับแสงแดดมากเกินไปการสัมผัสรังสี UV โดยไม่มีการป้องกันที่เหมาะสม ทำให้เกิดอนุมูลอิสระที่ทำลายเซลล์เลนส์ตา ส่งผลให้เกิดต้อกระจกได้เร็วขึ้น การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์สารพิษจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ทำลายหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงดวงตา และเพิ่มการสร้างอนุมูลอิสระ ส่งผลให้เลนส์ตาเสื่อมเร็วกว่าปกติ     อาการของต้อกระจกผู้สูงอายุที่สังเกตได้ ผู้ป่วยตาต้อกระจกในผู้สูงอายุอาจมีอาการที่แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของโรค โดยมีอาการทั่วไปที่สำคัญ ดังนี้   ภาวะการมองเห็นเบลอหรือขุ่นมัว เสมือนมีม่านบางๆ มาบดบังการมองเห็น ทำให้ภาพที่เห็นไม่คมชัด มักพบว่าอาการจะค่อยๆ แย่ลงตามเวลา การมองเห็นในที่มืดหรือแสงน้อยมีประสิทธิภาพลดลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเวลากลางคืนหรือในสภาพแวดล้อมที่มีแสงสลัว ทำให้การขับรถหรือทำกิจกรรมในที่มืดเป็นไปด้วยความยากลำบาก อาการแพ้แสงหรือเห็นแสงจ้าเป็นวงแสง (Glare) รอบดวงไฟ ทำให้รู้สึกรำคาญตาเมื่อต้องเผชิญกับแสงสว่างจ้า โดยเฉพาะแสงไฟรถในเวลากลางคืน การรับรู้สีผิดเพี้ยนไปจากปกติ สีที่เคยสดใสกลับดูจืดจางลง หรือมีการเปลี่ยนแปลงของโทนสี โดยเฉพาะโทนสีเหลืองหรือน้ำตาลที่อาจเด่นชัดขึ้น การต้องเปลี่ยนแว่นสายตาบ่อยกว่าปกติ เนื่องจากสายตามีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แม้จะเพิ่งเปลี่ยนแว่นใหม่ แต่ก็ยังรู้สึกว่ามองเห็นไม่ชัดเจน   หากสังเกตพบอาการเหล่านี้ ควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการรักษาในระยะเริ่มต้นจะช่วยป้องกันการสูญเสียการมองเห็นที่รุนแรงในอนาคต     ผลกระทบของต้อกระจก หากไม่ได้รับการรักษา หากปล่อยให้อาการต้อกระจกลุกลามโดยไม่รักษา อาจนำไปสู่ผลกระทบดังต่อไปนี้   สูญเสียการมองเห็นถาวรต้อกระจกในระยะรุนแรงจะทำให้เลนส์ตาขุ่นมัวจนทึบแสง ส่งผลให้จอประสาทตาไม่สามารถรับภาพได้ และอาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรหากไม่ได้รับการรักษาทันเวลา อุบัติเหตุจากการมองเห็นไม่ชัดเจนผู้ป่วยเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุในชีวิตประจำวัน เช่น การสะดุดล้มเนื่องจากมองไม่เห็นสิ่งกีดขวาง หรือการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนเพราะมองเห็นป้ายจราจรและสัญญาณไฟไม่ชัดเจน ภาวะแทรกซ้อนทางจักษุต้อกระจกที่ไม่ได้รับการรักษาอาจกระตุ้นให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น ต้อหินจากการที่เลนส์บวมและดันความดันตาให้สูงขึ้น หรือการเสื่อมของจอประสาทตาจากการที่แสงส่องผ่านไม่ได้เป็นเวลานาน คุณภาพชีวิตที่ลดลงการมองเห็นที่แย่ลงส่งผลกระทบต่อการทำกิจวัตรประจำวัน การอ่านหนังสือ การดูโทรทัศน์ และการเข้าสังคม ทำให้ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะซึมเศร้าและแยกตัวจากสังคม ค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้นการรักษาต้อกระจกในระยะรุนแรงอาจมีความซับซ้อนมากขึ้น ต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดพิเศษและการดูแลหลังผ่าตัดที่เข้มงวด ส่งผลให้มีค่าใช้จ่ายในการรักษาที่สูงขึ้นตามไปด้วย     การรักษาต้อกระจกในผู้สูงอายุ การรักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุยุคปัจจุบันมีทั้งแบบไม่ผ่าตัดและแบบผ่าตัด ซึ่งแต่ละวิธีมีความเหมาะสมกับผู้ป่วยในระยะที่แตกต่างกัน โดยทางเลือกในการรักษามีดังนี้ 1. การรักษาแบบไม่ผ่าตัด การรักษาแบบไม่ผ่าตัดเหมาะสำหรับผู้ป่วยในระยะแรกที่อาการยังไม่รุนแรง โดยแพทย์อาจพิจารณาให้ใช้แว่นสายตาใหม่ หรือคอนแทกต์เลนส์ ร่วมกับการใช้ยาหยอดตาเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันแสงสะท้อน ทั้งนี้ผู้ป่วยควรได้รับการติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอจากจักษุแพทย์ 2. การรักษาแบบผ่าตัด การรักษาแบบผ่าตัดเป็นวิธีการรักษาหลักสำหรับต้อกระจกที่มีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน โดยมีเทคนิคการผ่าตัด 3 ประเภท ได้แก่   การผ่าตัดลอกต้อกระจก (ICCE)เป็นการผ่าตัดนำเลนส์ตาและถุงหุ้มเลนส์ออกทั้งหมด เหมาะกับผู้ป่วยบางราย แต่อาจส่งผลต่อการมองเห็นในระยะยาว การผ่าตัดต้อกระจกแผลใหญ่ (ECCE)ใช้วิธีนำเอาแก้วตาออกผ่านแผลขนาดใหญ่ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวนานและมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็น การสลายต้อกระจกด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง (Phacoemulsification)เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุด ใช้คลื่นเสียงสลายเลนส์ตาที่ขุ่นผ่านแผลขนาดเล็ก ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ แต่ต้องดำเนินการโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและอาจมีค่าใช้จ่ายสูง การผ่าต้อกระจกแบบไร้ใบมีด (Femtosecond Laser Assisted Cataract Surgery-FLACS)เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ให้การผ่าตัดแผลเล็กและเเม่นยำสูงสุด โดยใช้เลเซอร์พลังงานต่ำร่วมกับเครื่อง Ultrasonic ในการผ่าตัดทั้งหมด ทำให้ฟื้นตัวเร็วและมีความเสี่ยงต่ำ พร้อมให้ผลการรักษาและการมองเห็นที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่ต้องใส่เลนส์หลายระยะร่วมกับการแก้ไขสายตาเอียง การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด ผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวสามารถทานยาประจำได้ตามปกติ ยกเว้นยาละลายลิ่มเลือดที่ต้องหยุดก่อน 7 วัน งดอาหารและน้ำ 12 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด ทำความสะอาดใบหน้าและรอบดวงตา สามารถอาบน้ำได้ตามปกติ เตรียมร่างกายให้พร้อม เช่น แปรงฟัน สระผม ตัดเล็บให้สั้น การดูแลตัวเองหลังผ่าตัด หยอดยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด รักษาความสะอาดบริเวณดวงตาและมือ หลีกเลี่ยงการขยี้ตาหรือทำกิจกรรมที่ใช้แรง ระวังไม่ให้น้ำเข้าตาขณะอาบน้ำ มาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง งดยกของหนัก หรือออกกำลังกายหนักในช่วงสองเดือนแรก     วิธีป้องกันต้อกระจกในผู้สูงอายุ แม้ว่าต้อกระจกจะเป็นโรคที่มักเกิดขึ้นตามอายุ แต่สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงได้โดยการดูแลสุขภาพดวงตาอย่างเหมาะสม ดังนี้   ปกป้องดวงตาจากแสงแดดการสวมแว่นกันแดดที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานในการป้องกันรังสี UV เป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในช่วงเวลา 10.00 - 16.00 น. ที่มีรังสี UV สูง นอกจากนี้ควรสวมหมวกปีกกว้างเพื่อช่วยปกป้องดวงตาเพิ่มเติม รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อดวงตาควรเลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น โดยเฉพาะวิตามิน A, C, E และสังกะสี รวมถึงอาหารที่มีสารแอนติออกซิแดนท์ เช่น ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ตระกูลเบอร์รี และปลาทะเลน้ำลึก หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดต้อกระจกได้มากถึง 2 - 3 เท่า เนื่องจากสารพิษในบุหรี่และแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการเสื่อมของเลนส์ตา พักสายตาอย่างเหมาะสมควรใช้กฎ 20-20-20 คือทุก 20 นาทีที่ใช้สายตา ให้มองวัตถุที่อยู่ห่างออกไป 20 ฟุต เป็นเวลา 20 วินาที เพื่อลดความเมื่อยล้าของดวงตา ตรวจสุขภาพตาเป็นประจำผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปควรเข้ารับการตรวจสุขภาพตากับจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อคัดกรองและติดตามการเปลี่ยนแปลงของดวงตาอย่างใกล้ชิด รักษาโรคตาต้อกระจกในผู้สูงอายุ ที่ศูนย์รักษาต้อกระจก Bangkok Eye Hospital ดีอย่างไร หากมีอาการของโรคต้อกระจก แนะนำให้เข้ามาปรึกษาและรักษาอาการเหล่านี้ได้ที่ศูนย์รักษาต้อกระจก Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ) ที่นี่โดดเด่นด้านการรักษาอาการผิดปกติเกี่ยวกับดวงตา ด้วยทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีจุดเด่นดังนี้   โรงพยาบาลมีทีมจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มากประสบการณ์ พร้อมให้คำปรึกษาเกี่ยวกับอาการผิดปกติ และแนะนำแนวทางการรักษาที่เหมาะสม เทคโนโลยีสำหรับการรักษาดวงตาสมัยใหม่ เครื่องมือได้มาตรฐานระดับสากล เพื่อการรักษาดวงตาอย่างแม่นยำและปลอดภัย พร้อมให้การรักษาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การวินิจฉัย การรักษา ไปจนถึงการติดตามผลอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจในการบริการ พร้อมบรรยากาศของโรงพยาบาลที่เป็นกันเอง สรุป ต้อกระจก เป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ เกิดจากการเสื่อมของเลนส์แก้วตาที่ขุ่นมัวลง ทำให้แสงไม่สามารถผ่านเข้าสู่จอประสาทตาได้ตามปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการมองเห็นไม่ชัด เห็นแสงจ้า หรือเห็นภาพซ้อน แม้สาเหตุหลักมักเกิดจากความเสื่อมตามวัย แต่โรคประจำตัวอย่างเบาหวานและความดันโลหิตสูง รวมถึงการได้รับรังสี UV มากเกินไป ก็สามารถเร่งให้เกิดอาการได้เร็วขึ้น   ดังนั้น การตรวจพบและรักษาด้วยการผ่าตัดในระยะเริ่มต้นจึงมีความสำคัญ เพราะจะมีความเสี่ยงและค่าใช้จ่ายน้อยกว่า รวมถึงมีโอกาสฟื้นฟูการมองเห็นได้ดีกว่าการรักษาในระยะรุนแรง สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาต้อกระจก แนะนำมาที่Bangkok Eye Hospital (โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ)โรงพยาบาลเฉพาะทางที่มีทีมแพทย์มากประสบการณ์ อุปกรณ์ที่ทันสมัย ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล มั่นใจได้ว่าการรักษาเป็นไปอย่างถูกต้อง แม่นยำ และปลอดภัย

ที่อยู่

ช่องทางติดต่อ

calling
ติดต่อเรา :