ជ្រុងនៃសុខភាពភ្នែក : #สุขภาพตา

តម្រៀប

SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก แม่นยำด้วย AI (อัปเดตปี 2026)

  SMILE Pro 2.0 คืออะไร? ที่สุดของเทคโนโลยีเลสิกไร้ใบมีด แผลเล็ก | ศูนย์เลสิก Laser Vision การตัดสินใจทำเลสิก เป็นเรื่องใหญ่สำหรับหลายคน ไม่ใช่แค่เรื่องอยากมองเห็นชัดขึ้น แต่รวมถึงความกังวลเรื่องความปลอดภัย ความเจ็บ และผลลัพธ์ในระยะยาว ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา คำว่า เลสิกไร้ใบมีด ถูกค้นหามากขึ้นอย่างชัดเจน และชื่อที่มักถูกพูดถึงควบคู่กันก็คือ SMILE Pro SMILE Pro 2.0 คืออะไร? คำตอบของการทำเลสิกปี 2026 ที่คนค้นหามากที่สุด ในปี 2026 เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปอีกขั้นในชื่อ SMILE Pro 2.0 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อเพิ่มความแม่นยำ ลดความคลาดเคลื่อน และทำให้ผลลัพธ์การมองเห็นเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น บทความนี้จะพาคุณทำความเข้าใจตั้งแต่พื้นฐานเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก ไปจนถึงเหตุผลว่าทำไมที่ Laser Vision เลือกนำเทคโนโลยี SMILE Pro มาใช้ในการแก้ไขปัญหาสายตาสั้นให้กับคนไข้ในปัจจุบัน เลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) คืออะไร? SMILE Pro เป็นการทำเลสิกไร้ใบมีดแบบแผลเล็ก (No-Blade LASIK) โดยใช้เลเซอร์ทุกขั้นตอน ไม่ต้องเปิดฝากระจกตาเหมือนเลสิกแบบเดิม แพทย์จะใช้เลเซอร์สร้างชิ้นเนื้อเลนส์เล็ก ๆ ภายในกระจกตา แล้วนำออกผ่านแผลขนาดประมาณ 2 มิลลิเมตร ด้วยแผลที่เล็กมาก ทำให้โครงสร้างกระจกตาถูกรบกวนน้อยลง หลายคนจึงรู้สึกฟื้นตัวเร็ว สบายตา และมีโอกาสเกิดอาการตาแห้งน้อยกว่าเมื่อเทียบกับการทำเลสิกแบบเปิดฝากระจกตา      
អាន​បន្ថែម

ทำไมตากระตุกบ่อย? รู้ถึงสาเหตุ พร้อมวิธีรักษาและแนวทางการป้องกัน

อาการตากระตุกคือการหดเกร็งของกล้ามเนื้อตาโดยไม่ตั้งใจ มักเกิดขึ้นชั่วคราวและหายได้เอง แต่หากมีอาการรุนแรงหรือเป็นต่อเนื่อง ควรพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสม สาเหตุของตากระตุกมักเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ดื่มคาเฟอีนมากเกินไป หรือใช้สายตามากเกินไป วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก ได้แก่ พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด งดการใช้สายตามากเกินไป ประคบอุ่นบริเวณรอบดวงตา และหลีกเลี่ยงคาเฟอีน หากอาการไม่ดีขึ้นควรพบแพทย์เพื่อรับการรักษา เช่น การฉีด Botox รักษาด้วยยา หรือการผ่าตัด เคยรู้สึกไหมว่าอยู่ดีๆ เปลือกตากระตุกขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ บางครั้งอาจเกิดขึ้นชั่วครู่ แต่บางคนกลับรู้สึกว่าตากระตุกบ่อยจนเริ่มกังวล หนึ่งในคำถามที่หลายคนมักสงสัยคือ “ตากระตุกเกิดจากขาดวิตามินอะไร?” หรือเกี่ยวข้องกับความเครียดและสุขภาพร่างกายหรือไม่ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจกับสาเหตุของตากระตุก พร้อมแนวทางดูแล รักษา และป้องกันอย่างถูกวิธี     อาการตากระตุกคืออะไร? ตากระตุก (Eye Twitching) คืออาการที่เปลือกตาขยับหรือสั่นอย่างรวดเร็วโดยไม่ตั้งใจ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยหรือบ่อยครั้งจนสร้างความรำคาญได้ อาการนี้สามารถเกิดได้ทั้งที่เปลือกตาบนและล่าง โดยเฉพาะตากระตุกข้างขวาหรือตากระตุกข้างซ้ายก็สามารถเกิดขึ้นได้เช่นกัน ซึ่งหลายคนมักสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อหรือสัญญาณบางอย่างหรือไม่ อย่างไรก็ตาม จากมุมมองทางการแพทย์พบว่า โดยทั่วไปแล้ว ตากระตุกมักไม่รุนแรง ไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด และไม่เป็นอันตราย โดยสามารถหายได้เองภายในระยะเวลาสั้นๆ แต่ในบางกรณี อาจมีอาการที่รุนแรงขึ้นและไม่สามารถหายได้เอง จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยหรือดูแลเพิ่มเติม     สาเหตุของอาการตากระตุก สำหรับคำถามที่ว่าตากระตุกข้างขวาหรือตากระตุกข้างซ้ายเกิดจากอะไร ส่วนใหญ่มักเกิดจากปัจจัยในชีวิตประจำวัน รวมถึงสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้กล้ามเนื้อตาเกร็ง เช่น ความเครียดและความวิตกกังวลที่สะสมเป็นเวลานาน การนอนหลับไม่เป็นเวลา หรือนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตามากเกินไป เช่น การจ้องจอคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ตโฟนเป็นเวลานานโดยไม่พักสายตา ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนในปริมาณมาก สูบบุหรี่หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่มากเกินไป แสงสว่างจ้า ลม หรือมลพิษทางอากาศ การขาดวิตามิน แร่ธาตุ และสารอาหารบางชนิด เช่น แมกนีเซียม วิตามินบี12 หรือวิตามินดี การระคายที่เปลือกตาด้านใน หรือโรคภูมิแพ้ โรคตาที่ทำให้เกิดการระคาย เช่น ตาแห้ง ที่อาจทำให้เปลือกตากระตุกหรือเกร็ง โรคทางระบบประสาท เช่น โรคพาร์กินสัน หรือผลข้างเคียงจากยารักษาโรคบางชนิด   ตากระตุกบ่อย บ่งบอกถึงอะไรได้บ้าง? แม้อาการหนังตากระตุกส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่หากเกิดบ่อยหรือรุนแรงขึ้น ควรใส่ใจสังเกต เพราะอาจเป็นสัญญาณของโรคบางอย่าง เช่น โรคอัมพาตใบหน้า (Bell’s Palsy) มักเป็นชั่วคราวและฟื้นตัวได้ดี โรคกล้ามเนื้อบิดเกร็ง (Dystonia) และโรคกล้ามเนื้อใบหน้าบิดเกร็ง (Facial Dystonia) ทำให้กล้ามเนื้อเกร็งผิดปกติแต่ควบคุมได้ โรคคอบิดเกร็ง (Cervical Dystonia) มีผลต่อคอและทำให้เจ็บปวดได้ โรคกล้ามเนื้อช่องปากหรือขากรรไกรบิดเกร็ง (Oromandibular Dystonia) มีผลกระทบต่อการพูดและการเคี้ยว โรคทูเร็ตต์ (Tourette's Disorder) มีอาการชักกระตุกซ้ำๆ และส่งผลต่อพฤติกรรม  โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) เป็นโรคเรื้อรังที่ส่งผลต่อระบบประสาททั่วร่างกาย มีความรุนแรงสูง     การวินิจฉัยเพื่อตรวจหาความรุนแรงของตากระตุก จักษุแพทย์หรือประสาทแพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้น หากอาการกระตุกผิดปกติ อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง โดยการตรวจที่มักใช้วิธีตรวจดังนี้ การตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เพื่อตรวจดูว่ามีหลอดเลือดหรือก้อนเนื้อไปกดทับเส้นประสาทหรือไม่ การตรวจทางไฟฟ้าของกล้ามเนื้อ (Electromyography - EMG) เพื่อวัดกิจกรรมไฟฟ้าของกล้ามเนื้อและระบบประสาท   วิธีรักษาและบรรเทาอาการตากระตุก แม้อาการตากระตุกมักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เองในหลายกรณี แต่หากเกิดบ่อยหรือมีสัญญาณผิดปกติ การดูแลและรักษาที่เหมาะสมจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยแนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรงของอาการในแต่ละราย ดังนี้   การฉีดโบท็อกซ์ หากมีอาการตากระตุกข้างขวาหลายวันแล้ว อาจเป็นสัญญาณว่ากล้ามเนื้อรอบดวงตากำลังเกิดความผิดปกติ โดยหนึ่งในแนวทางการรักษาที่ได้ผลและได้รับความนิยมมากที่สุดคือการฉีดโบท็อกซ์ ซึ่งได้รับการรับรองทางการแพทย์ในการรักษาอาการกล้ามเนื้อหดเกร็งที่ไม่สามารถควบคุมได้ แพทย์จะฉีดโบท็อกซ์เข้าสู่กล้ามเนื้อรอบดวงตาที่เกิดอาการกระตุก เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว และยับยั้งสัญญาณประสาทที่ส่งมากระตุ้นให้เกิดการกระตุก ผลลัพธ์คืออาการจะดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ชั่วคราวประมาณ 3-6 เดือน หลังจากนั้นอาการอาจกลับมาอีก จึงควรกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างต่อเนื่องหากจำเป็น   การรักษาด้วยยา การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อหรือยานอนหลับบางชนิด เช่น ลอราซีแพม (Lorazepam) ไตรเฮกซีเฟนิดิล (Trihexyphenidyl) หรือโคลนาซีแพม (Clonazepam) อาจช่วยบรรเทาอาการตากระตุกได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตามยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ จึงควรใช้ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิดเสมอ   รักษาตามปัจจัย การจัดการกับปัจจัยที่กระตุ้นการเกร็งหรือกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตาเป็นสิ่งสำคัญเพื่อบรรเทาอาการและป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ โดยมีแนวทางดังนี้ การใช้น้ำตาเทียม เนื่องจากอาการกล้ามเนื้อเปลือกตากระตุกอาจเกิดจากตาแห้ง น้ำตาเทียมจะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดการระคาย และบรรเทาการกระตุกของกล้ามเนื้อได้ การรักษาเปลือกตาอักเสบ หากอาการเกิดจากการอักเสบ เช่น ภูมิแพ้หรือติดเชื้อ การใช้ยาฆ่าเชื้อหรือยาสเตียรอยด์จะช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการกระตุก การใช้แว่นตาดำชนิด FL-41 ช่วยกรองแสงจ้า เช่น แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรือแสงแดด ทำให้ตารู้สึกสบายขึ้นและลดอาการกระตุกของกล้ามเนื้อเปลือกตาได้อย่างมีประสิทธิภาพ   การผ่าตัด การผ่าตัดรักษาอาการตากระตุกจะพิจารณาในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหลังจากได้รับการรักษาด้วยโบท็อกซ์หรือวิธีอื่นๆ โดยแพทย์อาจทำการตัดเส้นประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อเปลือกตา เพื่อหยุดการกระตุกที่ไม่สามารถควบคุมได้     แนวทางป้องกันตากระตุก แนวทางหรือวิธีป้องกันตากระตุกสามารถทำได้โดยหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อเปลือกตาเกิดการเกร็งหรือกระตุกอย่างไม่ควบคุม ซึ่งช่วยลดโอกาสเกิดอาการและบรรเทาความรำคาญที่อาจเกิดขึ้นได้ ดังนี้ ลดเวลาใช้หน้าจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือ นอนหลับและพักผ่อนให้เพียงพอ ลดหรือหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ งดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หาวิธีผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ หรือฝึกหายใจเพื่อลดความเครียด นวดกล้ามเนื้อรอบดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ประคบร้อนหรืออุ่นบริเวณดวงตาประมาณ 10 นาที หากตาแห้งหรือระคาย สามารถหยอดน้ำตาเทียมเพื่อบรรเทาอาการได้   สรุป อาการตากระตุกคือการขยับหรือสั่นของเปลือกตาอย่างไม่ตั้งใจ มักเกิดจากปัจจัยทั่วไป เช่น ความเครียด การพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือขาดสารอาหาร แต่อาการที่รุนแรงหรือต่อเนื่องอาจบ่งชี้ถึงโรคทางระบบประสาท ควรพบแพทย์เฉพาะทางจักษุหรือประสาทวิทยาเพื่อวินิจฉัยอย่างแม่นยำ โดยที่โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ (Bangkok Eye Hospital) มีบริการตรวจอย่างละเอียด รวมถึงการใช้ MRI และการรักษาด้วยการฉีดโบท็อกซ์เพื่อลดการกระตุกเมื่อจำเป็น เพื่อดูแลและฟื้นฟูอาการได้อย่างเหมาะสมและปลอดภัย   คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับตากระตุก (FAQ) รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการตากระตุก พร้อมคำตอบจากข้อมูลทางการแพทย์เพื่อช่วยให้เข้าใจและดูแลตัวเองได้อย่างถูกต้อง   นวดแก้ตากระตุกทำอย่างไร การนวดกดจุดรอบดวงตา ควรเริ่มจากการใช้นิ้วหัวแม่มือ นวดเบาๆ เป็นวงกลม รอบบริเวณดวงตา โดยเน้นความนุ่มนวลและไม่ออกแรงมากเกินไป เพื่อช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต และคลายความตึงของกล้ามเนื้อรอบดวงตา ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงการกดแรงหรือสัมผัสโดยตรงกับดวงตาเพื่อความปลอดภัย   ตาซ้ายกระตุกไม่หยุดเกิดจากอะไร ตาซ้ายกระตุกไม่หยุด อาจเกิดจากความเครียด พักผ่อนไม่เพียงพอ ใช้สายตาหนักเกินไป เช่น จ้องหน้าจอเป็นเวลานาน ดื่มคาเฟอีนหรือแอลกอฮอล์มากเกินไป ตาแห้งหรือเกิดการระคาย รวมถึงภาวะขาดแมกนีเซียม หากอาการไม่ดีขึ้นหรือกระตุกติดต่อกันนาน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจสอบโรคทางระบบประสาทที่อาจเป็นสาเหตุ เช่น กล้ามเนื้อใบหน้าเกร็งเรื้อรัง   ตากระตุกกี่วันหาย ตากระตุกทั่วไปมักหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 2-3 วัน แต่หากเกิน 1 สัปดาห์ควรพบแพทย์
Laser Vision LASIK Centre

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก

เทคนิคการเลือกแว่นตาหลังทำเลสิก หลังจากที่ทำเลสิกแล้วเพื่อให้แผลหายเร็วและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การรักษาความสะอาดคือการหลีกเลี่ยงแสงแดด การใส่แว่นกันแดดเป็นสิ่งหนึ่งที่คุณสามารถทำเพื่อดูแลดวงตาของคุณหลังการผ่าตัดได้ โดยมีเทคนิคการเลือกแว่นกันแดดดังนี้   🌞 เลือกเลนส์ที่สามารถป้องกันแสง UV ได้ 99-100% แสงอัลตราไวโอเลตจากดวงอาทิตย์สามารถทำอันตรายต่อดวงตาได้ แม้ว่าจะทำเลสิกแล้วก็ตาม การใส่แว่นกันแดดที่มีเลนส์ป้องกัน UV จึงเป็นสิ่งสำคัญ 🌞 ถ้าอยู่ในที่ ๆ มีแสงสะท้อนเยอะ ควรเลือกเลนส์โพลาไรซ์ซึ่งช่วยตัดแสงสะท้อนจะทำให้สบายตามากขึ้น 🌞 เลือกสีให้เหมาะกับการใช้งาน โดยไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำมืดก็ได้ 🌞 เลือกขนาดที่เหมาะกับใบหน้า เลนส์ควรมีความกว้างเท่ากับใบหน้าของคุณ สันจมูกควรสวมได้พอดีโดยไม่รัดแน่นเกินไป และขาแว่นควรสวมได้พอดีโดยไม่กดทับใบหน้า   สามารถมาเลือกแว่นตากันแดดแบรนด์ชั้นนำได้ที่ร้าน WALTZ ในโรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ Bangkok Eye Hospital ชั้น 3 เปิดให้บริการ ตั้งแต่เวลา 10.00 -19.00 น.  
Retina Center

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา

5 สุดยอดอาหารบำรุงจอประสาทตา :  เสริมแกร่งสายตาคู่ใจ เพื่อการมองเห็นที่คมชัด จอประสาทตา คือ อวัยวะสำคัญที่ทำหน้าที่รับภาพและส่งสัญญาณไปยังสมอง ทำให้เรามองเห็นโลกอันสวยงามรอบตัวเรา การดูแลรักษาจอประสาทตาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากเกิดความเสียหายขึ้น อาจส่งผลต่อการมองเห็นอย่างถาวรได้ นอกจากการตรวจสุขภาพตาเป็นประจำแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยบำรุงและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับจอประสาทตาได้ อาหาร 5 ชนิด ที่ช่วยบำรุงจอประสาทตา และความสำคัญของสารอาหารแต่ละชนิดในอาหาร 1.    ผักใบเขียวเข้ม : ผักใบเขียว เช่น คะน้า ตำลึง ผักโขม และผักบุ้ง อุดมไปด้วยลูทีนและซีแซนทีน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องจอประสาทตาจากแสงสีฟ้าและรังสียูวี o    ลูทีนและซีแซนทีน : ทำหน้าที่เป็นเหมือน “แว่นกันแดดภายใน” ช่วยกรองแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อดวงตา และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมตามอายุ (Age-related Macular Degeneration - AMD) อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology 2.    ปลาที่มีไขมันสูง : ปลาแซลมอน ปลาทูน่า และปลาแมคเคอเรล เป็นแหล่งของกรดไขมันโอเมก้า-3 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการรักษาสุขภาพของจอประสาทตา o    กรดไขมันโอเมก้า-3 : ช่วยลดการอักเสบและป้องกันจอประสาทตาแห้ง นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยที่แสดงให้เห็นว่าโอเมก้า-3 อาจช่วยชะลอการลุกลามของโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ อ้างอิงจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Archives of Ophthalmology 3.    ไข่ : ไข่แดงอุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี o    สังกะสี : ช่วยในการขนส่งวิตามินเอไปยังจอประสาทตา ซึ่งวิตามินเอมีบทบาทสำคัญในการมองเห็นในที่แสงน้อย การขาดสังกะสีอาจนำไปสู่ภาวะตาบอดกลางคืนได้ 4.    ผลไม้ตระกูลเบอร์รี : บลูเบอร์รี สตรอว์เบอร์รี และราสเบอร์รี เป็นแหล่งของสารต้านอนุมูลอิสระ o    สารต้านอนุมูลอิสระ : ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตาจากความเสียหาย และยังช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปยังดวงตา ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพตาโดยรวม 5.    ถั่วและเมล็ดพืช : อัลมอนด์ วอลนัท และเมล็ดทานตะวัน เป็นแหล่งของวิตามินอี o    วิตามินอี : เป็นสารต้านอนุมูลอิสระอีกชนิดหนึ่งที่ช่วยปกป้องเซลล์ของจอประสาทตา วิตามินอียังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต้อกระจกและจอประสาทตาเสื่อมตามที่ระบุในวารสารทางการแพทย์หลายฉบับ เมนูอาหารบำรุงสายตาที่คุณสามารถทำเองได้ง่ายๆ สลัดผักโขมกับปลาแซลมอนย่าง : อุดมไปด้วยลูทีน ซีแซนทีน และโอเมก้า-3 ไข่เจียวใส่ผัก : ได้รับทั้งลูทีน ซีแซนทีน และสังกะสี โยเกิร์ตกับผลไม้รวมและถั่ว : รวมสารอาหารบำรุงสายตาหลายชนิดไว้ในเมนูเดียว น้ำปั่นบลูเบอร์รี : ดื่มง่าย ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระเต็มๆ ผลงานวิจัยสนับสนุน งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Journal of Ophthalmology พบว่า การรับประทานอาหารที่มีลูทีนและซีแซนทีนสูง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคจอประสาทตาเสื่อมขั้นสูงได้ งานวิจัยในวารสาร Archives of Ophthalmology ระบุว่า ผู้ที่รับประทานปลาที่มีไขมันสูงเป็นประจำ มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมน้อยกว่าผู้ที่ไม่ค่อยรับประทาน  ที่ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ เรามีทีมจักษุแพทย์เฉพาะทางด้านจอประสาทตา พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย คอยให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคทางจอประสาทตาอย่างครบวงจรหากคุณมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพตา หรือต้องการเข้ารับการตรวจเช็คสุขภาพตา สามารถติดต่อได้ที่ 02-511-2111 ศูนย์รักษาจอประสาทตา โรงพยาบาลจักษุกรุงเทพ ได้ทันที เราพร้อมดูแลดวงตาของคุณ เพื่อให้คุณมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมองเห็นโลกได้อย่างชัดเจน สุขภาพตาที่ดี เริ่มต้นจากการใส่ใจ
Laser Vision LASIK Centre

គន្លឹះ ៥យ៉ាងដែលអ្នកគួរធ្វើមុនពេលធ្វើដំណើរ ដើម្បីរក្សាសុខភាពភ្នែករបស់អ្នក

គន្លឹះ ៥យ៉ាងដែលអ្នកគួរធ្វើមុនពេលធ្វើដំណើរ ដើម្បីរក្សាសុខភាពភ្នែករបស់អ្នក មុនពេលចាប់ផ្តើមដំណើររបស់អ្នក វាជារឿងសំខាន់ក្នុងការរៀបចំភ្នែករបស់អ្នកសម្រាប់សុខភាព និងការលួងលោមដ៏ល្អបំផុត។ ជំហានសាមញ្ញទាំងនេះអាចធ្វើឱ្យមានភាពខុសគ្នាយ៉ាងសំខាន់ក្នុងការថែរក្សាសុខុមាលភាពភ្នែករបស់អ្នកនៅពេលធ្វើដំណើរ៖   1. ផ្តល់អាទិភាពដល់ដំណេកសម្រាក៖ ត្រូវប្រាកដថាអ្នកគេងលក់ស្រួលមួយយប់ តាមឧត្ដមគតិ 7 ម៉ោង ឬច្រើនជាងនេះ មុនពេលចាប់ផ្តើមដំណើរកម្សាន្តដ៏វែងឆ្ងាយ។ ការគេងប្រកបដោយគុណភាពជួយឱ្យភ្នែករបស់អ្នកមានភាពស្រស់ថ្លាឡើងវិញ និងរក្សាវាឱ្យស្ថិតក្នុងស្ថានភាពល្អ។   2. ខ្ចប់វ៉ែនតាដែលសមស្រប៖ កុំភ្លេចយកវ៉ែនតាដែលសាកសមនឹងការមើលឃើញរបស់អ្នក។ ទោះបីជាជាធម្មតាអ្នកពាក់ Contact Lenses ក៏ដោយ ការមានវ៉ែនតាបម្រុងមួយគូគឺចាំបាច់ណាស់។ នេះមានសារៈសំខាន់ជាពិសេសក្នុងករណីមានភាពមិនស្រួល ឬបញ្ហាទាក់ទងនឹងភ្នែកអំឡុងពេលធ្វើដំណើររបស់អ្នក។   3. ការពារភ្នែករបស់អ្នកជាមួយវ៉ែនតា៖ នៅពេលអ្នកធ្វើដំណើរ វ៉ែនតាគឺជាមិត្តល្អបំផុតរបស់អ្នក។ ពួកគេការពារភ្នែករបស់អ្នកពីព្រះអាទិត្យដ៏អាក្រក់ និងការពារពួកគេពីធូលីដី និងកំទេចកំទី ដែលជួយបង្កើនភាពសុខស្រួលក្នុងភ្នែករបស់អ្នក។   4. ស្រក់ទឹកភ្នែកសិប្បនិម្មិត៖ រយៈពេលយូរនៃការបើកបរ ឬរយៈពេលបើកអេក្រង់អាចនាំឱ្យភ្នែកស្ងួត និងរលាក។ ត្រូវប្រាកដថាយកទឹកភ្នែកសិប្បនិម្មិត ព្រោះវាអាចផ្តល់ភាពធូរស្រាលដោយរក្សាភ្នែករបស់អ្នកឱ្យមានសំណើមគ្រប់គ្រាន់។   5. សូលុយស្យុងទឹកអំបិលធម្មតាសម្រាប់ការថែរក្សាភ្នែក និងកែវភ្នែក៖ ទឹកអំបិលធម្មតាគឺជាដៃគូធ្វើដំណើរដ៏សម្បូរបែប។ វា​អាច​ប្រើ​មិន​ត្រឹមតែ​សម្អាត​ភ្នែក​របស់​អ្នក​ប៉ុណ្ណោះ​ទេ ប៉ុន្តែ​ក៏​ដើម្បី​ថែរក្សា​កែវ​ភ្នែក​របស់​អ្នក និង​គាំទ្រ​ដល់​អនាម័យ​ភ្នែក​ទូទៅ​ផងដែរ។ លើសពីនេះទៀត វាបម្រើជាដំណោះស្រាយសង្គ្រោះបន្ទាន់សម្រាប់លាងជម្រះការរមាស់ភ្នែកតិចតួច។   ដោយធ្វើតាមជំហានសកម្មទាំងនេះ អ្នកអាចធានាថាភ្នែករបស់អ្នកនៅតែស្ថិតក្នុងស្ថានភាពល្អបំផុតក្នុងអំឡុងពេលធ្វើដំណើររបស់អ្នក។ ការផ្តល់អាទិភាពដល់សុខភាពភ្នែកគឺមិនត្រឹមតែចាំបាច់សម្រាប់ការលួងលោមរបស់អ្នកប៉ុណ្ណោះទេ ប៉ុន្តែក៏សម្រាប់ការធ្វើដំណើរប្រកបដោយសុវត្ថិភាព និងរីករាយផងដែរ។   សម្រាប់ការណែនាំអំពីសុខភាពភ្នែក និងការណែនាំអំពីការធ្វើដំណើរបន្ថែមទៀត សូមមានអារម្មណ៍សេរីក្នុងការស្វែងរកធនធានដ៏ទូលំទូលាយរបស់យើង។   ប្រយ័ត្ន៖ សម្រាប់អ្នកដែលមានពន្លឺចាំងដែលរំខានដល់ការមើលឃើញក្នុងបរិយាកាសដែលមានពន្លឺតិច ការបើកបរនៅពេលយប់ប្រហែលជាមិនមានអារម្មណ៍សុវត្ថិភាពទេ។ ដូច្នេះ​គួរ​ចៀសវាង​ការ​បើកបរ​ពេល​យប់​។

អាសយដ្ឋាន

ទំនាក់ទំនង

calling
ទំនាក់ទំនងមកយើងខ្ញុំ :